หลักเกณฑ์การอ้างอิงและมาตรฐานแหล่งข้อมูลของ Onepra.com
หลักเกณฑ์การอ้างอิงและมาตรฐานการตรวจสอบข้อมูลของ Onepra.com เพื่อแยกข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อ ตำนาน คำบอกเล่า และความคิดเห็น พร้อมแนวทางการใช้ข้อความ ภาพ และ AI อย่างโปร่งใส
มีผลใช้บังคับ: 19 สิงหาคม 2569
ปรับปรุงล่าสุด: 19 สิงหาคม 2569
ประเภทเอกสาร: นโยบายบรรณาธิการและมาตรฐานการเผยแพร่เนื้อหา
Onepra.com เป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา พระพุทธรูป พระเกจิ เทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัด บทสวด คาถา วัตถุมงคล ตำนาน และความเชื่อจากหลายพื้นที่และหลายวัฒนธรรม เนื้อหาเหล่านี้อาจประกอบด้วยทั้งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลจากเอกสาร คำอธิบายทางศาสนา คติความเชื่อ เรื่องเล่าท้องถิ่น ประสบการณ์ส่วนบุคคล และข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ จึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์การอ้างอิงที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านตรวจสอบที่มาและเข้าใจสถานะของข้อมูลแต่ละประเภทได้อย่างถูกต้อง
หลักเกณฑ์ฉบับนี้ใช้เป็นมาตรฐานสำหรับนักเขียน กองบรรณาธิการ ผู้ตรวจสอบข้อมูล ช่างภาพ ผู้แปล ผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ส่งบทความ และบุคคลภายนอกที่จัดทำเนื้อหาให้แก่ Onepra.com
1. วัตถุประสงค์ของการอ้างอิง
การอ้างอิงของ Onepra.com มีวัตถุประสงค์สำคัญดังต่อไปนี้
- ทำให้ผู้อ่านทราบว่าข้อมูลมาจากแหล่งใด และสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้
- แยกข้อเท็จจริงออกจากการตีความ ความเชื่อ ตำนาน และประสบการณ์ส่วนบุคคล
- ลดความคลาดเคลื่อนของชื่อบุคคล วันเดือนปี สถานที่ เหตุการณ์ และรายละเอียดของวัตถุมงคล
- ให้เครดิตแก่เจ้าของผลงาน ผู้เขียน นักวิจัย ช่างภาพ ผู้ให้สัมภาษณ์ และหน่วยงานต้นทาง
- ลดความเสี่ยงด้านการคัดลอกผลงาน ลิขสิทธิ์ ความเป็นส่วนตัว และการนำข้อมูลไปใช้ผิดบริบท
- เปิดโอกาสให้ผู้อ่านตรวจสอบ โต้แย้ง หรือเสนอหลักฐานเพิ่มเติมอย่างสร้างสรรค์
- สร้างมาตรฐานระยะยาวให้ Onepra.com เป็นแหล่งความรู้ที่น่าเชื่อถือและเคารพความหลากหลายทางศาสนาและวัฒนธรรม
การอ้างอิงไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้บทความดูเป็นวิชาการเท่านั้น แต่ต้องช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าเหตุใดบทความจึงนำเสนอข้อมูลในลักษณะนั้น และมีหลักฐานรองรับมากน้อยเพียงใด
2. ขอบเขตของหลักเกณฑ์
หลักเกณฑ์นี้ใช้กับเนื้อหาทุกประเภทที่เผยแพร่ผ่าน Onepra.com ได้แก่
- บทความประวัติพระเกจิ บุคคลสำคัญ และผู้สืบทอดสายวิชา
- ประวัติวัด ศาลเจ้า เทวสถาน พุทธสถาน และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
- บทความเกี่ยวกับพระพุทธรูป พุทธศิลป์ เทวรูป งานศิลปกรรม และโบราณวัตถุ
- บทความเกี่ยวกับพระเครื่อง เครื่องราง วัตถุมงคล รุ่น พิมพ์ เนื้อ มวลสาร และพิธีจัดสร้าง
- เนื้อหาเกี่ยวกับเทพเจ้า พญานาค สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตำนาน และคติความเชื่อ
- บทสวด คาถา คำแปล คำอ่าน พิธีกรรม และธรรมเนียมปฏิบัติ
- บทสัมภาษณ์ รายงานภาคสนาม และประวัติศาสตร์จากคำบอกเล่า
- ข่าวประชาสัมพันธ์ งานบุญ งานพิธี กิจกรรม และกำหนดการเดินทาง
- ภาพถ่าย ภาพวาด แผนที่ แผนผัง อินโฟกราฟิก วิดีโอ และเสียง
- เนื้อหาจากสมาชิก ผู้สนับสนุน ผู้ลงโฆษณา หรือพันธมิตร
- เนื้อหาที่มีการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ช่วยค้นคว้า เรียบเรียง แปล ตรวจภาษา หรือสร้างภาพประกอบ
3. ความหมายของคำสำคัญ
3.1 แหล่งอ้างอิง
แหล่งอ้างอิง หมายถึง เอกสาร บุคคล ฐานข้อมูล ภาพ บันทึกเสียง เว็บไซต์ หรือหลักฐานอื่นที่ใช้รองรับข้อความในบทความ และมีรายละเอียดเพียงพอให้ตรวจสอบย้อนกลับได้
3.2 การอ้างอิง
การอ้างอิง หมายถึง การระบุความสัมพันธ์ระหว่างข้อความในบทความกับแหล่งข้อมูลที่รองรับข้อความนั้น โดยอาจใช้เลขเชิงอรรถ การระบุชื่อแหล่งข้อมูลในเนื้อหา หรือรายการแหล่งอ้างอิงท้ายบทความ
3.3 การให้เครดิต
การให้เครดิต หมายถึง การระบุชื่อเจ้าของหรือผู้สร้างผลงาน เช่น ผู้เขียน ช่างภาพ ผู้วาด ผู้แปล หรือผู้ถือลิขสิทธิ์
การให้เครดิตและการอ้างอิงมีความเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน การระบุชื่อเจ้าของผลงานไม่ได้หมายความว่า Onepra.com ได้รับสิทธิให้นำผลงานทั้งหมดมาใช้เสมอไป กองบรรณาธิการจึงต้องตรวจสอบทั้งความถูกต้องของการอ้างอิงและสิทธิในการใช้งานแยกจากกัน
3.4 หลักฐานปฐมภูมิ
หลักฐานปฐมภูมิ คือหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยตรงจากบุคคล เหตุการณ์ หน่วยงาน หรือช่วงเวลาที่กำลังศึกษา เช่น จารึก เอกสารร่วมสมัย ทะเบียนวัตถุ หนังสือประกาศของวัด ภาพถ่ายต้นฉบับ บันทึกพิธีจัดสร้าง หรือบทสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง
อย่างไรก็ตาม หลักฐานปฐมภูมิไม่ได้รับประกันว่าจะถูกต้องทุกประการ ผู้เขียนยังต้องพิจารณาวัตถุประสงค์ ผู้จัดทำ บริบท และข้อจำกัดของหลักฐานนั้น
3.5 หลักฐานทุติยภูมิ
หลักฐานทุติยภูมิ คือผลงานที่นำหลักฐานอื่นมาศึกษา วิเคราะห์ หรือเรียบเรียง เช่น หนังสือวิชาการ บทความวิจัย วิทยานิพนธ์ หนังสือประวัติศาสตร์ และบทความจากผู้เชี่ยวชาญ
3.6 คำบอกเล่าและประวัติศาสตร์มุขปาฐะ
หมายถึงข้อมูลที่ถ่ายทอดผ่านการบอกเล่าของบุคคล ชุมชน ศิษย์ ผู้ดูแลสถานที่ หรือผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีคุณค่าทางวัฒนธรรมและช่วยให้เข้าใจความทรงจำของชุมชน แต่ต้องไม่ถูกนำเสนอเสมือนเป็นหลักฐานเอกสารร่วมสมัยโดยอัตโนมัติ
4. หลักการพื้นฐานในการอ้างอิงของ Onepra.com
4.1 อ้างอิงแหล่งต้นทางก่อนแหล่งที่คัดลอกต่อกันมา
เมื่อพบข้อมูลเดียวกันในหลายเว็บไซต์ ผู้เขียนต้องพยายามค้นหาแหล่งที่เผยแพร่ข้อมูลเป็นครั้งแรก เช่น เอกสารของวัด หนังสือต้นฉบับ งานวิจัย หรือประกาศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ไม่ควรอ้างอิงเว็บไซต์ที่คัดลอกบทความต่อกันมาโดยไม่ระบุแหล่งเดิม เพราะอาจทำให้ข้อผิดพลาดเดิมถูกขยายและเผยแพร่ซ้ำ
4.2 แหล่งอ้างอิงต้องรองรับข้อความที่นำไปอ้างจริง
ห้ามนำแหล่งข้อมูลที่กล่าวถึงหัวข้อเดียวกันโดยทั่วไปมาใช้อ้างข้อความเฉพาะที่แหล่งนั้นไม่ได้ระบุ
ตัวอย่างเช่น หนังสือที่กล่าวถึงประวัติวัดโดยรวม ไม่ควรถูกใช้อ้างว่าพระเครื่องรุ่นหนึ่งจัดสร้างจำนวนเท่าใด หากหนังสือไม่ได้ให้ข้อมูลเรื่องจำนวนการจัดสร้างไว้
4.3 วางแหล่งอ้างอิงใกล้ข้อความที่เกี่ยวข้อง
เลขเชิงอรรถหรือการอ้างอิงควรอยู่หลังประโยคหรือย่อหน้าที่แหล่งข้อมูลนั้นรองรับโดยตรง ไม่ควรรวมแหล่งอ้างอิงทั้งหมดไว้ท้ายบทความโดยไม่แสดงว่าแต่ละแหล่งรองรับข้อความส่วนใด
4.4 แยกข้อเท็จจริงออกจากความเชื่อ
บทความต้องใช้ถ้อยคำที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจสถานะของข้อมูล เช่น
- “เอกสารของวัดระบุว่า…”
- “จากทะเบียนวัตถุของหน่วยงาน…”
- “ตามข้อความในคัมภีร์ฉบับ…”
- “ตามประวัติที่จัดพิมพ์ในงาน…”
- “ศิษย์ในสายดังกล่าวเล่าสืบต่อกันว่า…”
- “ตามคติความเชื่อของชุมชน…”
- “มีผู้ศรัทธาบางส่วนเชื่อว่า…”
- “ยังไม่พบหลักฐานร่วมสมัยที่ยืนยันเรื่องดังกล่าว”
- “ข้อมูลเรื่องนี้แตกต่างกันในแต่ละแหล่ง”
- “ข้อสรุปนี้เป็นการวิเคราะห์ของผู้เขียนจากหลักฐานที่มีอยู่”
ไม่ควรใช้ถ้อยคำที่ทำให้ตำนานหรือประสบการณ์ส่วนบุคคลกลายเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว
4.5 เปิดเผยความไม่แน่นอน
เมื่อหลักฐานไม่เพียงพอหรือข้อมูลขัดแย้งกัน บทความต้องอธิบายข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรเลือกเฉพาะข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดโดยละเว้นข้อโต้แย้งที่สำคัญ
4.6 ไม่อ้างอิงเพียงเพื่อเพิ่มจำนวนแหล่งข้อมูล
แหล่งอ้างอิงทุกแหล่งต้องมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา การใส่รายการจำนวนมากที่ไม่ได้รองรับข้อความสำคัญถือเป็นการสร้างภาพความน่าเชื่อถือโดยไม่มีสาระรองรับ
5. ลำดับความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล
การจัดลำดับต่อไปนี้เป็นแนวทางทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัว ความเหมาะสมของแหล่งข้อมูลต้องพิจารณาตามข้อกล่าวอ้างที่ต้องการตรวจสอบ
ระดับที่ 1: หลักฐานต้นทางและหลักฐานร่วมสมัย
ตัวอย่างได้แก่
- จารึก ต้นฉบับ เอกสารโบราณ และเอกสารจดหมายเหตุ
- ทะเบียนโบราณวัตถุ ทะเบียนพิพิธภัณฑ์ หรือบัญชีวัตถุ
- หนังสือสุทธิ สมุดบันทึก จดหมาย และเอกสารที่ตรวจสอบที่มาได้
- ประกาศ หนังสือ หรือทะเบียนที่ออกโดยวัด มูลนิธิ สมาคม หรือหน่วยงานผู้จัดสร้าง
- เอกสารราชการ ราชกิจจานุเบกษา และฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐ
- คัมภีร์ ฉบับวิจารณ์ หรือฉบับแปลที่ระบุผู้แปลและฉบับชัดเจน
- ภาพถ่ายหรือบันทึกเสียงต้นฉบับ
- บทสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรง
หลักฐานเหล่านี้ควรได้รับความสำคัญสูง แต่ต้องใช้ให้ถูกวัตถุประสงค์ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ของวัดเป็นแหล่งต้นทางที่เหมาะสมสำหรับประกาศเวลาเปิดสถานที่ แต่ประวัติที่เขียนขึ้นภายหลังอาจยังต้องตรวจสอบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่น
คัมภีร์เป็นหลักฐานโดยตรงว่าคัมภีร์ฉบับนั้นกล่าวไว้อย่างไร แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ยืนยันเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทุกเหตุการณ์โดยอัตโนมัติ
บทสัมภาษณ์เป็นหลักฐานโดยตรงของสิ่งที่ผู้ให้สัมภาษณ์กล่าว แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นหลักฐานยืนยันว่าข้อกล่าวนั้นถูกต้องทั้งหมด
ระดับที่ 2: งานวิชาการและผลงานผู้เชี่ยวชาญ
ตัวอย่างได้แก่
- บทความวิจัยที่ผ่านกระบวนการพิจารณาทางวิชาการ
- หนังสือจากสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิชาการ
- วิทยานิพนธ์และสารนิพนธ์
- รายงานการขุดค้น การสำรวจ หรือการอนุรักษ์
- หนังสือและบทความของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี นักศาสนศึกษา นักมานุษยวิทยา และภัณฑารักษ์
- แค็ตตาล็อกนิทรรศการที่จัดทำโดยพิพิธภัณฑ์หรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง
ผู้เขียนต้องตรวจสอบปีที่เผยแพร่ วิธีการศึกษา แหล่งหลักฐาน และข้อโต้แย้ง ไม่ควรพิจารณาความน่าเชื่อถือจากตำแหน่งหรือชื่อเสียงของผู้เขียนเพียงอย่างเดียว
ระดับที่ 3: แหล่งข้อมูลจากองค์กรและสื่อที่มีกระบวนการบรรณาธิการ
ตัวอย่างได้แก่
- เว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ มหาวิทยาลัย พิพิธภัณฑ์ หอจดหมายเหตุ และองค์กรศาสนา
- สำนักข่าวหรือสื่อที่ระบุผู้เขียน วันที่เผยแพร่ และนโยบายแก้ไขข้อมูล
- ฐานข้อมูลห้องสมุดและฐานข้อมูลเอกสาร
- รายงานจากสมาคมวิชาชีพหรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง
แหล่งประเภทนี้เหมาะสำหรับข้อมูลทั่วไป ข่าว ประกาศ และข้อมูลปัจจุบัน แต่หากเป็นข้อกล่าวอ้างทางประวัติศาสตร์ที่มีข้อโต้แย้ง ควรค้นหาหลักฐานต้นทางเพิ่มเติม
ระดับที่ 4: แหล่งข้อมูลประกอบและข้อมูลชุมชน
ตัวอย่างได้แก่
- หนังสืออนุสรณ์ หนังสืองานศพ และหนังสือที่ระลึกของวัด
- สูจิบัตรงานพิธีและเอกสารประชาสัมพันธ์
- หนังสือสะสมพระ แค็ตตาล็อกพระเครื่อง หรือหนังสือของชมรมนักสะสม
- รายการโทรทัศน์ พอดแคสต์ วิดีโอ และการบรรยาย
- บล็อกเฉพาะทางของผู้ที่ระบุตัวตนและประสบการณ์
- คำบอกเล่าของชุมชน ศิษย์ ผู้ดูแลวัด หรือผู้สืบทอด
แหล่งเหล่านี้อาจให้ข้อมูลที่หาไม่ได้จากเอกสารทางการ แต่ต้องระบุข้อจำกัด ผลประโยชน์เกี่ยวข้อง และสถานะของข้อมูลอย่างชัดเจน
ระดับที่ 5: แหล่งที่ไม่ควรใช้เป็นหลักฐานเพียงแหล่งเดียว
ตัวอย่างได้แก่
- โพสต์สื่อสังคมออนไลน์ที่ไม่ทราบผู้เขียน
- ข้อความส่งต่อในกลุ่มสนทนา
- เว็บไซต์ที่คัดลอกบทความโดยไม่ระบุที่มา
- ร้านค้าและประกาศขายที่ไม่มีหลักฐานประกอบ
- กระดานสนทนาที่ไม่สามารถยืนยันผู้ให้ข้อมูล
- ข้อความจากเครื่องมือ AI
- สรุปผลการค้นหาหรือข้อความตัวอย่างจากเครื่องมือค้นหา
- ภาพที่ไม่ทราบผู้ถ่าย ปี หรือที่มา
แหล่งประเภทนี้อาจใช้เป็นเบาะแสในการค้นคว้า แต่ต้องตามหาหลักฐานต้นทางก่อนนำข้อมูลไปเผยแพร่เป็นข้อเท็จจริง
6. วิธีประเมินคุณภาพของแหล่งข้อมูล
ก่อนใช้แหล่งข้อมูล ผู้เขียนควรตอบคำถามต่อไปนี้ให้ได้
6.1 ใครเป็นผู้จัดทำ
ตรวจสอบชื่อผู้เขียน หน่วยงาน สังกัด ความเชี่ยวชาญ และความเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น หากไม่มีชื่อผู้เขียน ควรพิจารณาว่าหน่วยงานผู้เผยแพร่รับผิดชอบต่อเนื้อหาหรือไม่
6.2 จัดทำเมื่อใด
ข้อมูลบางประเภทเปลี่ยนแปลงเร็ว เช่น เวลาเปิด–ปิด ค่าเข้าชม เส้นทางเดินทาง ราคาตลาด กำหนดการพิธี และรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่ง จึงต้องตรวจสอบวันที่เผยแพร่และวันที่ปรับปรุงล่าสุด
6.3 อาศัยหลักฐานใด
แหล่งข้อมูลที่ดีควรระบุว่าข้อสรุปมาจากเอกสาร งานสำรวจ คัมภีร์ การสัมภาษณ์ หรือการตรวจสอบแบบใด
6.4 ผู้จัดทำอยู่ใกล้เหตุการณ์เพียงใด
เอกสารร่วมสมัยมักมีน้ำหนักต่างจากเรื่องเล่าที่บันทึกภายหลังหลายสิบปี แต่เอกสารร่วมสมัยก็อาจมีอคติหรือมีวัตถุประสงค์เฉพาะ จึงต้องพิจารณาบริบทควบคู่กัน
6.5 มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่
ผู้ขายพระสามารถเป็นแหล่งต้นทางสำหรับข้อมูลว่าตนประกาศขายวัตถุชิ้นใดในราคาเท่าใด แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นหลักฐานอิสระเพียงแหล่งเดียวเพื่อยืนยันความแท้ ความหายาก หรือราคาตลาด
ผู้จัดงานสามารถยืนยันกำหนดการของตนเองได้ แต่ข้อความประชาสัมพันธ์ไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นบทวิจารณ์ที่เป็นกลางโดยไม่เปิดเผยที่มา
6.6 ผู้อ่านสามารถตรวจสอบได้หรือไม่
ควรระบุชื่อเอกสาร ชื่อผู้เขียน ปี ฉบับ เลขหน้า เลขทะเบียน หมวด ข้อ หรือรายละเอียดอื่นที่ช่วยให้ค้นหาแหล่งข้อมูลได้จริง
7. หลักเกณฑ์เฉพาะตามประเภทเนื้อหา
7.1 ประวัติพระเกจิและบุคคลสำคัญ
ข้อมูลต่อไปนี้ควรมีแหล่งอ้างอิง ได้แก่
- ชื่อเดิม ฉายา และนามสกุล
- วันเดือนปีเกิดและวันมรณภาพ
- สถานที่เกิด
- วันอุปสมบท
- พระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์
- วัดที่จำพรรษาและช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่ง
- ครูบาอาจารย์และสายวิชา
- เหตุการณ์สำคัญในชีวิต
- รายละเอียดการจัดสร้างวัตถุมงคล
- รายชื่อศิษย์หรือผู้สืบทอด
หนังสืออนุสรณ์และประวัติที่จัดพิมพ์โดยวัดอาจเป็นแหล่งสำคัญ แต่ควรตรวจสอบกับเอกสารร่วมสมัยหรือแหล่งอิสระเมื่อเป็นข้อมูลที่มีข้อขัดแย้ง
เรื่องเล่าเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ควรนำเสนอในฐานะเรื่องเล่า ความทรงจำ หรือความเชื่อของผู้ศรัทธา ไม่ควรเปลี่ยนเป็นข้อเท็จจริงที่รับรองโดย Onepra.com
7.2 ประวัติวัด ศาลเจ้า และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ควรอ้างอิงแหล่งข้อมูลสำหรับเรื่องต่อไปนี้
- ปีหรือช่วงเวลาที่ก่อตั้ง
- ผู้สร้าง ผู้บูรณะ หรือผู้อุปถัมภ์
- การเปลี่ยนชื่อหรือย้ายสถานที่
- รูปแบบสถาปัตยกรรม
- วัตถุสำคัญภายในสถานที่
- สถานะโบราณสถานหรือการขึ้นทะเบียน
- ความสัมพันธ์กับชุมชนและเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
- เวลาเปิด–ปิด ค่าเข้าชม กฎการแต่งกาย และการเดินทาง
ข้อมูลเวลาเปิด–ปิด ค่าเข้าชม และกำหนดการควรระบุวันที่ตรวจสอบล่าสุด เช่น “ตรวจสอบข้อมูลเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569” เพราะอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
7.3 เทพเจ้า คัมภีร์ และหลักคำสอน
เมื่ออ้างข้อความจากคัมภีร์ ควรระบุอย่างน้อย
- ชื่อคัมภีร์
- ชื่อฉบับหรือสำนัก
- หมวด บท ตอน ข้อ หรือเลขหน้า
- ผู้แปล หากเป็นฉบับแปล
- ปีพิมพ์หรือฐานข้อมูลที่ใช้
- ภาษาต้นฉบับ หากเกี่ยวข้องกับการตีความคำสำคัญ
ศาสนาและความเชื่อหนึ่งอาจมีหลายคัมภีร์ หลายนิกาย และหลายสำนัก บทความจึงไม่ควรนำคำอธิบายของสำนักหนึ่งไปกล่าวว่าเป็นความเชื่อเดียวของผู้นับถือทั้งหมด
ควรใช้ถ้อยคำ เช่น
- “ในคัมภีร์ฉบับนี้กล่าวว่า…”
- “ตามคำอธิบายในนิกาย…”
- “คติที่แพร่หลายในประเทศไทยมักอธิบายว่า…”
- “ความเชื่อในบางท้องถิ่นแตกต่างออกไป…”
7.4 ตำนาน ความเชื่อ และเรื่องปาฏิหาริย์
เนื้อหาประเภทนี้ต้องแสดงสถานะของข้อมูลอย่างชัดเจน โดยอาจแบ่งเป็น
- เรื่องที่มีข้อความปรากฏในคัมภีร์หรือเอกสาร
- ตำนานที่บันทึกไว้ในหนังสือภายหลัง
- เรื่องเล่าท้องถิ่นหรือคำบอกเล่าของชุมชน
- ประสบการณ์ส่วนบุคคลของผู้ศรัทธา
- ข้อกล่าวอ้างเชิงโฆษณาหรือเชิงพาณิชย์
ห้ามใช้ประสบการณ์ส่วนบุคคลเป็นหลักฐานรับรองว่าบุคคลอื่นจะได้รับผลเช่นเดียวกัน และไม่ควรใช้ข้อความรับประกัน เช่น
- “ขอแล้วสำเร็จทุกคน”
- “เห็นผลภายในเจ็ดวัน”
- “รักษาโรคได้”
- “ทำให้ร่ำรวยอย่างแน่นอน”
- “ป้องกันอุบัติเหตุได้ร้อยเปอร์เซ็นต์”
Onepra.com สามารถนำเสนอความเชื่ออย่างเคารพได้โดยไม่จำเป็นต้องรับรองผลเหนือธรรมชาติว่าเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว
7.5 พระเครื่องและวัตถุมงคล
บทความเกี่ยวกับพระเครื่องควรแยกข้อมูลอย่างน้อยสามส่วน
ข้อมูลการจัดสร้าง
ได้แก่ ผู้จัดสร้าง วัตถุประสงค์ ปี พิธี จำนวน เนื้อ มวลสาร รายการพิมพ์ และวิธีแจกจ่าย ควรอ้างเอกสารของผู้จัดสร้าง ทะเบียน ใบรายการ หรือแหล่งที่เกี่ยวข้องโดยตรง
ข้อมูลการพิจารณาทางกายภาพ
ได้แก่ ขนาด น้ำหนัก จุดสังเกต ตำหนิแม่พิมพ์ รอยตัด รอยจาร และลักษณะเนื้อ ควรระบุว่าเป็นความเห็นของผู้ใด ใช้วัตถุตัวอย่างใด และมีข้อจำกัดอย่างไร
ข้อมูลตลาดและความนิยม
ได้แก่ ราคาประกาศ ราคาประมูล หรือราคาซื้อขาย ควรระบุวันที่ สภาพวัตถุ แหล่งข้อมูล และแยก “ราคาตั้งขาย” ออกจาก “ราคาที่มีการซื้อขายจริง”
การอ้างหนังสือหรือความเห็นของผู้เชี่ยวชาญไม่ได้ทำให้ Onepra.com รับรองความแท้ของพระเครื่องทุกองค์ที่มีลักษณะคล้ายกัน การพิจารณาความแท้ต้องตรวจสอบวัตถุจริงเป็นรายชิ้น
7.6 บทสวด คาถา และพิธีกรรม
ควรระบุที่มาของข้อความ เช่น คัมภีร์ หนังสือสวดมนต์ สำนัก วัด หรือผู้ถ่ายทอด รวมถึงระบุว่ามีข้อความต่างกันในแต่ละฉบับหรือไม่
เมื่อจัดทำคำอ่านหรือคำแปล ต้องระบุชื่อผู้แปลหรือใช้ข้อความว่า “ถอดคำอ่านโดยกองบรรณาธิการ Onepra” และ “แปลความโดยกองบรรณาธิการ Onepra” ตามความเหมาะสม
ไม่ควรกล่าวว่าคำอ่านหรือพิธีกรรมเพียงรูปแบบเดียวเป็นรูปแบบที่ถูกต้องสำหรับทุกสำนัก
7.7 ข้อมูลการท่องเที่ยวและการเดินทาง
ข้อมูลต่อไปนี้ควรตรวจสอบจากแหล่งปัจจุบัน
- เวลาเปิด–ปิด
- วันหยุด
- ค่าเข้าชม
- การจองล่วงหน้า
- ข้อจำกัดด้านการถ่ายภาพ
- การแต่งกาย
- การเดินทางด้วยรถสาธารณะ
- การปิดซ่อมหรือบูรณะ
- เทศกาลและวันจัดพิธี
ควรระบุวันที่ตรวจสอบข้อมูล และแนะนำให้ผู้อ่านตรวจสอบกับสถานที่โดยตรงก่อนเดินทาง
7.8 เนื้อหาด้านสุขภาพ กฎหมาย และการเงิน
บทความเกี่ยวกับความเชื่อหรือวัตถุมงคลต้องไม่ใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ กฎหมาย หรือการเงิน
ข้อกล่าวอ้างที่อาจส่งผลต่อสุขภาพ ความปลอดภัย หรือทรัพย์สินของผู้อ่านต้องใช้แหล่งข้อมูลจากหน่วยงานหรือผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง และควรผ่านการตรวจสอบเพิ่มเติมก่อนเผยแพร่
8. รูปแบบการอ้างอิงมาตรฐานของ Onepra.com
Onepra.com ใช้ระบบเลขเชิงอรรถในเนื้อหา และแสดงรายละเอียดเต็มในหัวข้อ “แหล่งอ้างอิง” ท้ายบทความ
ตัวอย่างในเนื้อหา:
เอกสารของวัดระบุว่าการบูรณะครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 25 [1] ขณะที่งานศึกษาทางประวัติศาสตร์อีกฉบับเสนอว่าอาคารบางส่วนอาจเก่ากว่านั้น [2]
แหล่งอ้างอิงต้องวางหลังข้อความที่เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ควรวางเลขอ้างอิงเพียงตัวเดียวท้ายย่อหน้ายาวซึ่งมีข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง
9. รูปแบบรายการแหล่งอ้างอิง
9.1 หนังสือ
ชื่อผู้แต่ง. (ปีพิมพ์). ชื่อหนังสือ. พิมพ์ครั้งที่. สำนักพิมพ์.
ตัวอย่างรูปแบบ:
[ชื่อ–นามสกุลผู้แต่ง]. (พ.ศ. …). ประวัติและพุทธศิลป์ของ…. พิมพ์ครั้งที่ 2. [ชื่อสำนักพิมพ์].
หากอ้างข้อความเฉพาะ ควรเพิ่มเลขหน้าในเชิงอรรถ เช่น “หน้า 45–47”
9.2 บทความวิชาการ
ชื่อผู้เขียน. (ปี). “ชื่อบทความ.” ชื่อวารสาร, ปีที่หรือเล่มที่(ฉบับที่), เลขหน้า. DOI หากมี.
ควรบันทึก DOI เมื่อแหล่งข้อมูลมีตัวระบุนี้ เพราะช่วยให้ค้นหาผลงานฉบับที่ถูกต้องได้ต่อเนื่อง
9.3 วิทยานิพนธ์หรือสารนิพนธ์
ชื่อผู้เขียน. (ปี). ชื่อวิทยานิพนธ์. ระดับปริญญา, ชื่อคณะหรือสาขา, ชื่อมหาวิทยาลัย.
9.4 บทหรือเนื้อหาในหนังสือรวมบทความ
ชื่อผู้เขียนบท. (ปี). “ชื่อบท.” ใน ชื่อบรรณาธิการ (บ.ก.), ชื่อหนังสือ (หน้า…). สำนักพิมพ์.
9.5 เอกสารราชการ
ชื่อหน่วยงาน. (ปี). ชื่อเอกสารหรือรายงาน. เลขที่เอกสารหรือรายละเอียดฉบับ หากมี.
9.6 กฎหมายหรือราชกิจจานุเบกษา
ชื่อกฎหมายหรือประกาศ. ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม…, ตอน…, วันที่…, หน้า….
กรมทรัพย์สินทางปัญญาเผยแพร่พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงคำอธิบายสรุปสาระสำคัญของกฎหมายไว้เป็นแหล่งตรวจสอบทางการ Onepra.com จึงควรตรวจสอบสิทธิในการใช้ข้อความ ภาพ และสื่อกับกฎหมายและเงื่อนไขของเจ้าของผลงาน ไม่พิจารณาเพียงว่ามีการใส่เครดิตแล้วหรือไม่
9.7 คัมภีร์หรือคัมภีร์แปล
ชื่อคัมภีร์, ชื่อฉบับ, หมวด/บท/ข้อ, เล่มหรือหน้า, ผู้แปลหรือบรรณาธิการ, ปีพิมพ์.
ตัวอย่างรูปแบบ:
[ชื่อคัมภีร์], ฉบับ[ชื่อฉบับ], บทที่…, ข้อ…, แปลโดย[ชื่อผู้แปล], พ.ศ. …
9.8 จารึก
ชื่อจารึก. เลขทะเบียนหรือรหัสฐานข้อมูล. ด้านที่…, บรรทัดที่…. ใน ชื่อหนังสือหรือฐานข้อมูล, หน่วยงานผู้จัดทำ.
9.9 เว็บไซต์
ชื่อผู้เขียนหรือหน่วยงาน. (วัน เดือน ปี). “ชื่อหน้าเว็บหรือบทความ.” ชื่อเว็บไซต์. วันที่เข้าถึง หากเนื้อหาเปลี่ยนแปลงได้.
ควรใช้หน้าต้นทาง ไม่ใช้ลิงก์ย่อ และควรตัดส่วนติดตามทางการตลาดออกจากลิงก์ก่อนบันทึก
9.10 ข่าวออนไลน์
ชื่อผู้เขียน. (วัน เดือน ปี). “ชื่อข่าว.” ชื่อสำนักข่าวหรือสื่อ.
ควรแยกวันที่เกิดเหตุการณ์ออกจากวันที่เผยแพร่ข่าว โดยเฉพาะข่าวที่นำเหตุการณ์เก่ากลับมาเผยแพร่ใหม่
9.11 วิดีโอ พอดแคสต์ หรือรายการสัมภาษณ์
ชื่อผู้จัดทำหรือช่อง. (วัน เดือน ปี). “ชื่อตอน.” ชื่อรายการหรือแพลตฟอร์ม. ตำแหน่งเวลา นาทีที่…–….
หากอ้างข้อความเฉพาะ ควรระบุตำแหน่งเวลาเพื่อให้ผู้อ่านตรวจสอบได้สะดวก
9.12 โพสต์สื่อสังคมออนไลน์
ชื่อบุคคลหรือบัญชี. (วัน เดือน ปี). “[ข้อความเริ่มต้นหรือคำอธิบายโพสต์].” ชื่อแพลตฟอร์ม. ประเภทโพสต์.
ควรใช้เฉพาะกรณีที่โพสต์นั้นเป็นแหล่งต้นทางของประกาศ คำแถลง ภาพ หรือความคิดเห็นของเจ้าของบัญชี ไม่ควรใช้โพสต์ที่ส่งต่อมาเป็นหลักฐานของข้อเท็จจริงโดยไม่มีการตรวจสอบเพิ่มเติม
9.13 บทสัมภาษณ์
ชื่อผู้ให้สัมภาษณ์, ตำแหน่งหรือความเกี่ยวข้อง. สัมภาษณ์โดย [ชื่อผู้สัมภาษณ์], วันที่…, ณ…, รูปแบบการสัมภาษณ์….
ต้องได้รับความยินยอมในการบันทึกและเผยแพร่ หากเป็นข้อมูลที่อาจกระทบสิทธิ ความเป็นส่วนตัว หรือความปลอดภัยของบุคคล ต้องผ่านการพิจารณาของกองบรรณาธิการก่อน
9.14 คำบอกเล่าและประวัติศาสตร์ชุมชน
ชื่อผู้ให้ข้อมูล, อายุหรือบทบาทที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็น. ให้ข้อมูลแก่ [ชื่อผู้เก็บข้อมูล], วันที่…, สถานที่…, วิธีบันทึก….
ในเนื้อหาต้องระบุว่าเป็นคำบอกเล่าหรือความทรงจำของผู้ให้ข้อมูล ไม่ควรใช้คำบอกเล่าเพียงรายเดียวตัดสินข้อเท็จจริงที่มีข้อโต้แย้ง
9.15 เอกสารที่ไม่ปรากฏผู้เขียนหรือปี
หากไม่ปรากฏผู้เขียน ให้เริ่มด้วยชื่อหน่วยงานหรือชื่อเรื่อง หากไม่ปรากฏปีจริง ๆ สามารถใช้ “ม.ป.ป.” ซึ่งหมายถึงไม่ปรากฏปีพิมพ์ พร้อมระบุวันที่เข้าถึงสำหรับข้อมูลออนไลน์
ไม่ควรสันนิษฐานปีหรือผู้เขียนขึ้นเอง
10. การคัดข้อความโดยตรง
10.1 ต้องคัดให้ตรงกับต้นฉบับ
ข้อความที่อยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศต้องตรงกับต้นฉบับทั้งคำและความหมาย หากต้นฉบับมีการสะกดแบบเก่า อาจคงรูปเดิมและอธิบายในวงเล็บหรือเชิงอรรถ
10.2 ต้องระบุหน้า บรรทัด หรือส่วนที่อ้าง
การระบุเพียงชื่อหนังสือไม่เพียงพอสำหรับข้อความที่คัดมาโดยตรง ควรระบุเลขหน้า หมวด ข้อ บรรทัด หรือตำแหน่งเวลาตามประเภทของแหล่งข้อมูล
10.3 การตัดข้อความ
หากตัดบางส่วนของข้อความออก ต้องไม่ทำให้ความหมายเปลี่ยน และอาจใช้เครื่องหมายจุดไข่ปลาเพื่อแสดงว่ามีข้อความถูกละไว้
10.4 การเพิ่มคำอธิบาย
คำที่กองบรรณาธิการเติมเพื่อให้เข้าใจบริบทควรอยู่ในวงเล็บเหลี่ยม เช่น
“ท่านเดินทางไปยังวัดแห่งนั้น [วัดตามชื่อที่ใช้ในปัจจุบัน] ในช่วงต้นปี…”
10.5 การแปลข้อความ
ควรระบุว่าใช้คำแปลของผู้ใด หากกองบรรณาธิการแปลเอง ให้ใช้ข้อความ เช่น
“แปลจากภาษาอังกฤษโดยกองบรรณาธิการ Onepra”
หรือ
“แปลความจากภาษาจีนโดย [ชื่อผู้แปล]”
10.6 การเรียบเรียงใหม่ยังต้องอ้างอิง
การเปลี่ยนคำหรือสลับโครงสร้างประโยคไม่ได้ทำให้ข้อมูลกลายเป็นผลงานต้นฉบับของผู้เขียน หากแนวคิด ข้อมูล หรือข้อวิเคราะห์มาจากแหล่งอื่น ยังคงต้องอ้างอิง
11. ลิขสิทธิ์และการใช้ผลงานของผู้อื่น
Onepra.com ต้องแยกการดำเนินงานออกเป็นสองเรื่องเสมอ
- ข้อมูลนั้นมีแหล่งที่มาหรือไม่
- Onepra.com มีสิทธินำข้อความ ภาพ เสียง หรือสื่อนั้นมาใช้หรือไม่
การอ้างอิงหรือใส่เครดิตไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียวในการคัดลอกข้อความจำนวนมาก นำภาพมาเผยแพร่ หรือดัดแปลงผลงาน
การใช้ผลงานควรอยู่ในกรณีใดกรณีหนึ่งต่อไปนี้
- Onepra.com เป็นผู้สร้างผลงานเอง
- ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ
- ใช้ตามเงื่อนไขของสัญญาอนุญาตที่กำหนด
- เป็นงานที่สถานะลิขสิทธิ์อนุญาตให้นำมาใช้ได้
- เป็นการใช้ในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตและผ่านการประเมินอย่างเหมาะสม
เมื่อไม่แน่ใจ ควรขออนุญาตเจ้าของสิทธิหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเผยแพร่
12. หลักเกณฑ์การอ้างอิงภาพ
ภาพทุกภาพควรมีข้อมูลต่อไปนี้เท่าที่มี
- ชื่อภาพหรือคำอธิบายภาพ
- ชื่อช่างภาพหรือผู้สร้าง
- ปีหรือวันที่สร้าง
- แหล่งต้นทาง
- เจ้าของลิขสิทธิ์
- ประเภทสัญญาอนุญาต
- การดัดแปลงที่ Onepra.com ได้ดำเนินการ
- วันที่ได้รับอนุญาต หากเป็นการอนุญาตเฉพาะ
ตัวอย่างเครดิตภาพของ Onepra.com
ภาพโดยกองบรรณาธิการ Onepra ถ่ายเมื่อวันที่ [วัน เดือน ปี] ณ [สถานที่]
ตัวอย่างภาพที่ได้รับอนุญาต
ภาพโดย [ชื่อช่างภาพ] ใช้โดยได้รับอนุญาต ห้ามนำไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ
ตัวอย่างภาพภายใต้ Creative Commons
“[ชื่อภาพ]” โดย [ชื่อผู้สร้าง], จาก [แหล่งต้นทาง], ใช้ภายใต้สัญญาอนุญาต [ชื่อสัญญาอนุญาต]; Onepra ปรับขนาดและครอปภาพ
Creative Commons แนะนำหลัก TASL ซึ่งประกอบด้วยชื่อผลงาน ผู้สร้าง แหล่งที่มา และสัญญาอนุญาต พร้อมระบุการดัดแปลงเมื่อมีการแก้ไขผลงาน Onepra.com ควรระบุชื่อสัญญาอนุญาตให้ชัดเจน ไม่ใช้เพียงข้อความกว้าง ๆ ว่า “ภาพจาก Creative Commons”
ภาพที่พบผ่านเครื่องมือค้นหา
เครื่องมือค้นหาภาพไม่ใช่เจ้าของภาพและไม่ใช่แหล่งต้นทาง การพบภาพจากผลการค้นหาไม่ได้หมายความว่าสามารถนำภาพมาใช้ได้ทันที ผู้เขียนต้องเปิดหน้าต้นทาง ตรวจสอบเจ้าของ และตรวจสอบสิทธิในการใช้งานก่อน
ภาพจากพิพิธภัณฑ์ วัด หรือฐานข้อมูล
การที่วัตถุโบราณมีอายุเก่า ไม่ได้ทำให้ภาพถ่ายสมัยใหม่ของวัตถุนั้นปราศจากข้อกำหนดด้านสิทธิ ผู้เขียนต้องตรวจสอบเงื่อนไขการใช้ภาพของหน่วยงานที่เผยแพร่เสมอ
ลายน้ำและเครื่องหมายเจ้าของภาพ
ห้ามลบ ปิดบัง หรือตัดลายน้ำเพื่อทำให้ไม่เห็นชื่อเจ้าของภาพ เว้นแต่ได้รับอนุญาตอย่างชัดเจน
13. ภาพที่สร้างหรือดัดแปลงด้วย AI
ภาพที่สร้างด้วย AI ต้องไม่ถูกนำเสนอในลักษณะที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่าเป็นภาพหลักฐาน ภาพถ่ายเหตุการณ์จริง ภาพวัตถุต้นฉบับ หรือภาพบุคคลจริง
ควรระบุคำอธิบาย เช่น
“ภาพประกอบสร้างด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริง”
หรือ
“ภาพจำลองเพื่อช่วยอธิบายเนื้อหา ไม่ใช้เป็นหลักฐานสำหรับการพิจารณารูปแบบทางศิลปกรรมหรือความแท้ของวัตถุ”
ไม่ควรใช้ AI เพิ่ม ลบ หรือเปลี่ยนตำหนิ รายละเอียดผิว รอยจาร ตัวอักษร เครื่องหมาย หรือองค์ประกอบสำคัญของพระเครื่องและโบราณวัตถุโดยไม่เปิดเผย เพราะอาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัววัตถุ
14. การใช้เครื่องมือ AI ในการจัดทำบทความ
Onepra.com อาจใช้เครื่องมือ AI เพื่อช่วยในงานบางประเภท เช่น
- จัดโครงสร้างบทความ
- ตรวจการสะกดและไวยากรณ์
- สรุปประเด็นเพื่อการตรวจสอบ
- ช่วยแปลข้อความเบื้องต้น
- จัดหมวดหมู่ข้อมูล
- เสนอคำค้นสำหรับการค้นคว้า
- ช่วยสร้างคำอธิบายภาพหรือข้อมูลประกอบ
อย่างไรก็ตาม เครื่องมือ AI ไม่ถือเป็นผู้เขียน ผู้เชี่ยวชาญ หรือแหล่งหลักฐาน และไม่สามารถรับผิดชอบต่อความถูกต้อง ลิขสิทธิ์ หรือผลกระทบของเนื้อหาแทนมนุษย์ได้
แนวทางด้านจริยธรรมการเผยแพร่ในระดับสากลระบุให้มนุษย์รับผิดชอบต่อเนื้อหาที่มี AI ช่วยผลิต ตรวจสอบความถูกต้อง ความครบถ้วน อคติ การคัดลอก และการอ้างอิง รวมทั้งไม่ควรใช้ข้อความจาก AI เป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ
Onepra.com กำหนดหลักปฏิบัติดังนี้
- ข้อเท็จจริงทุกข้อที่ AI เสนอจะต้องตรวจสอบจากแหล่งต้นทาง
- ห้ามเผยแพร่ชื่อหนังสือ ผู้เขียน เลขหน้า DOI จารึก หรือเอกสารที่ยังไม่ได้ตรวจสอบว่ามีอยู่จริง
- ห้ามนำข้อมูลส่วนบุคคล เอกสารภายใน หรือเนื้อหาที่ยังไม่ได้เผยแพร่เข้าสู่ระบบ AI โดยไม่มีสิทธิ
- ห้ามระบุชื่อ AI เป็นผู้เขียนบทความ
- ผู้เขียนและบรรณาธิการมนุษย์ต้องรับผิดชอบต่อบทความฉบับสุดท้าย
- ควรเปิดเผยการใช้ AI เมื่อมีการใช้ในส่วนสำคัญของกระบวนการผลิตเนื้อหา
- ภาพที่สร้างด้วย AI ต้องติดป้ายกำกับอย่างชัดเจน
แนวทางของ UNESCO เน้นความโปร่งใส การกำกับดูแลโดยมนุษย์ การคุ้มครองข้อมูล และการระวังความผิดพลาดหรืออคติจากระบบ AI ซึ่ง Onepra.com นำมาใช้เป็นหลักประกอบการกำหนดมาตรฐานภายใน
15. ข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว
การอ้างอิงแหล่งข้อมูลไม่ควรทำให้ Onepra.com เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเกินความจำเป็น
ก่อนเผยแพร่ชื่อ ภาพ เสียง ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เอกสารส่วนตัว หรือข้อมูลของบุคคล ควรพิจารณา
- ข้อมูลจำเป็นต่อประโยชน์ของบทความหรือไม่
- บุคคลนั้นเป็นบุคคลสาธารณะหรือบุคคลทั่วไป
- ได้รับความยินยอมหรือมีฐานที่เหมาะสมในการเผยแพร่หรือไม่
- การเผยแพร่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย การคุกคาม หรือความเสี่ยงหรือไม่
- สามารถปกปิดข้อมูลบางส่วนโดยไม่กระทบสาระสำคัญได้หรือไม่
- เป็นข้อมูลของเด็ก ผู้เสียชีวิต ญาติ หรือบุคคลเปราะบางหรือไม่
เมื่อสัมภาษณ์บุคคล ควรแจ้งวัตถุประสงค์ วิธีเผยแพร่ และขอบเขตการใช้ข้อมูลให้ชัดเจน รวมทั้งจัดเก็บหลักฐานการอนุญาตอย่างเหมาะสม แนวทางของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้ความสำคัญกับการแจ้งวัตถุประสงค์ การเก็บ ใช้ เปิดเผย และรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลตามความจำเป็น
16. แหล่งข้อมูลที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
ผู้เขียนต้องเปิดเผยเมื่อแหล่งข้อมูลมีความสัมพันธ์ทางการค้า การเป็นเจ้าของ การสนับสนุน หรือผลประโยชน์อื่นที่อาจมีผลต่อเนื้อหา เช่น
- ผู้เขียนเป็นผู้ขายวัตถุมงคลที่กล่าวถึง
- ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้จัดสร้างหรือผู้รับผลประโยชน์จากการจัดสร้าง
- บทความได้รับการสนับสนุนจากวัด ร้านค้า บริษัทท่องเที่ยว หรือผู้จัดงาน
- ผู้ประเมินเป็นเจ้าของวัตถุหรือเป็นตัวแทนขาย
- แหล่งข้อมูลเป็นคู่กรณีในข้อพิพาท
- ผู้เขียนมีความสัมพันธ์กับบุคคลหรือองค์กรที่กล่าวถึง
บทความที่ได้รับค่าตอบแทนหรือการสนับสนุนต้องระบุว่าเป็น “บทความประชาสัมพันธ์” “บทความผู้สนับสนุน” หรือข้อความอื่นที่ผู้อ่านเข้าใจได้ทันที
แหล่งข้อมูลจากผู้สนับสนุนสามารถใช้ยืนยันข้อมูลของผู้สนับสนุนเอง เช่น กำหนดการหรือรายละเอียดบริการ แต่ไม่ควรถูกนำเสนอเป็นการประเมินอิสระของ Onepra.com
17. การจัดการเมื่อแหล่งข้อมูลขัดแย้งกัน
เมื่อพบวันเดือนปี ชื่อบุคคล รายละเอียดเหตุการณ์ หรือข้อมูลการจัดสร้างที่แตกต่างกัน ผู้เขียนไม่ควรเลือกข้อมูลเพียงชุดเดียวโดยไม่มีคำอธิบาย
ควรดำเนินการดังนี้
- ระบุว่ามีข้อมูลกี่ชุดและมาจากแหล่งใด
- ตรวจสอบว่าแหล่งใดเกิดใกล้เหตุการณ์มากกว่า
- ตรวจสอบว่าแหล่งใดแสดงหลักฐานหรือวิธีการศึกษา
- พิจารณาว่าแหล่งใดมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
- ตรวจสอบว่าความแตกต่างเกิดจากปฏิทิน การสะกด การแปล หรือการนับปีหรือไม่
- นำเสนอข้อสรุปพร้อมเหตุผล หรือระบุว่ายังไม่สามารถสรุปได้
ตัวอย่างถ้อยคำ:
เอกสารสองฉบับให้ปีการสร้างแตกต่างกัน โดยฉบับแรกระบุ พ.ศ. … ขณะที่ฉบับที่จัดพิมพ์ภายหลังระบุ พ.ศ. … เนื่องจากยังไม่พบทะเบียนร่วมสมัยที่ยืนยันได้ บทความนี้จึงยังไม่ตัดสินว่าปีใดถูกต้อง
หรือ
ข้อมูล พ.ศ. … มีน้ำหนักมากกว่า เนื่องจากปรากฏในเอกสารที่จัดทำในช่วงเวลาใกล้กับเหตุการณ์และมีเลขทะเบียนตรวจสอบได้
18. ระดับความเชื่อมั่นของข้อมูล
สำหรับบทความเชิงประวัติศาสตร์หรือเรื่องที่มีข้อโต้แย้ง Onepra.com อาจใช้ถ้อยคำแสดงระดับความเชื่อมั่น ได้แก่
มีหลักฐานยืนยันชัดเจน
ใช้เมื่อมีเอกสารร่วมสมัย หลักฐานต้นทาง หรือแหล่งอิสระหลายแหล่งสนับสนุนตรงกัน
มีหลักฐานสนับสนุน
ใช้เมื่อมีแหล่งที่น่าเชื่อถือสนับสนุน แต่ยังมีช่องว่างบางส่วน
ยังมีข้อถกเถียง
ใช้เมื่อแหล่งข้อมูลสำคัญให้รายละเอียดแตกต่างกันหรือมีการตีความหลายแนวทาง
เป็นคำบอกเล่าหรือตำนาน
ใช้เมื่อข้อมูลมาจากการถ่ายทอดของชุมชน หนังสือที่จัดทำภายหลัง หรือเรื่องเล่าที่ไม่พบหลักฐานร่วมสมัย
ยังไม่สามารถตรวจสอบได้
ใช้เมื่อมีข้อกล่าวอ้าง แต่ไม่พบแหล่งต้นทางหรือหลักฐานเพียงพอ
การระบุระดับความเชื่อมั่นไม่ได้มีเจตนาลดคุณค่าทางศรัทธา แต่ช่วยให้ผู้อ่านแยกสถานะทางหลักฐานออกจากคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตใจ
19. การใช้วิกิพีเดียและสารานุกรมออนไลน์
วิกิพีเดียและสารานุกรมออนไลน์สามารถใช้เพื่อ
- ทำความเข้าใจภาพรวม
- ค้นหาคำสำคัญ
- ตรวจสอบชื่อในภาษาอื่น
- ค้นหารายการเอกสารเบื้องต้น
- สำรวจประเด็นที่ควรศึกษาเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ควรเปิดและตรวจสอบเอกสารที่วิกิพีเดียอ้างไว้ แล้วอ้างเอกสารต้นทางในบทความ Onepra.com แทน
ไม่ควรคัดลอกข้อความ โครงสร้าง หรือรายการข้อมูลจากวิกิพีเดียโดยเปลี่ยนคำเพียงเล็กน้อย
20. การตรวจสอบก่อนเผยแพร่
บทความทุกชิ้นควรผ่านกระบวนการต่อไปนี้
ขั้นที่ 1: ระบุข้อกล่าวอ้างสำคัญ
ผู้เขียนต้องแยกว่าประโยคใดเป็นข้อเท็จจริง ตัวเลข วันที่ คำพูด ความเชื่อ ความเห็น หรือการวิเคราะห์
ขั้นที่ 2: รวบรวมแหล่งต้นทาง
ค้นหาเอกสารหรือข้อมูลที่ใกล้กับเหตุการณ์และตรวจสอบได้มากที่สุด
ขั้นที่ 3: ประเมินคุณภาพแหล่งข้อมูล
ตรวจสอบผู้จัดทำ ปี หลักฐาน วิธีการ ผลประโยชน์ และความเป็นปัจจุบัน
ขั้นที่ 4: ตรวจสอบข้ามแหล่ง
ข้อกล่าวอ้างที่สำคัญหรือมีข้อโต้แย้งควรได้รับการตรวจสอบจากแหล่งอิสระมากกว่าหนึ่งแหล่งเมื่อสามารถทำได้
ขั้นที่ 5: ใส่อ้างอิงในตำแหน่งที่ถูกต้อง
แหล่งอ้างอิงต้องอยู่ใกล้ข้อความที่รองรับ และรายละเอียดท้ายบทความต้องตรงกับแหล่งที่ใช้จริง
ขั้นที่ 6: ตรวจสอบคำพูดและคำแปล
ตรวจข้อความคัดตรง เลขหน้า การสะกดชื่อ ภาษาต้นฉบับ และความหมายของคำแปล
ขั้นที่ 7: ตรวจสอบลิขสิทธิ์และความเป็นส่วนตัว
ตรวจสิทธิของข้อความ ภาพ เสียง วิดีโอ แผนที่ และข้อมูลบุคคลก่อนเผยแพร่
ขั้นที่ 8: ตรวจสอบลิงก์
เปิดลิงก์ทุกลิงก์ ตรวจว่าหน้ายังเข้าถึงได้ และตรงกับข้อมูลที่อ้าง
ขั้นที่ 9: ตรวจทานโดยบรรณาธิการ
บทความที่มีข้อกล่าวอ้างสำคัญ คดีความ ข้อพิพาท ความแท้ของวัตถุ หรือข้อมูลที่อาจกระทบบุคคล ควรได้รับการตรวจทานเพิ่มเติม
21. รายการตรวจสอบสำหรับผู้เขียนและบรรณาธิการ
ก่อนเผยแพร่ ต้องตรวจสอบว่า
- ชื่อบุคคล ฉายา ชื่อวัด และชื่อสถานที่สะกดถูกต้อง
- วันเดือนปีและตัวเลขสำคัญมีแหล่งอ้างอิง
- แหล่งข้อมูลรองรับข้อความที่อ้างจริง
- ใช้แหล่งต้นทางเมื่อสามารถหาได้
- ไม่คัดลอกโครงสร้างหรือถ้อยคำจากแหล่งอื่นมากเกินสมควร
- ข้อความคัดตรงมีเครื่องหมายอัญประกาศและเลขหน้า
- คำแปลระบุผู้แปล
- เรื่องเล่าและปาฏิหาริย์ถูกระบุว่าเป็นความเชื่อหรือคำบอกเล่า
- ข้อโต้แย้งสำคัญไม่ได้ถูกละเว้น
- ราคาพระเครื่องระบุวันที่และประเภทของราคา
- ข้อมูลเดินทางมีวันที่ตรวจสอบล่าสุด
- ภาพมีแหล่งที่มาและสิทธิใช้งาน
- ไม่มีการลบลายน้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต
- ภาพ AI มีป้ายกำกับ
- ข้อมูลที่ได้จาก AI ได้รับการตรวจสอบจากแหล่งจริง
- ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ AI สร้างขึ้นโดยไม่มีอยู่จริง
- เปิดเผยผู้สนับสนุนหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
- ไม่มีข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น
- ลิงก์ทั้งหมดเปิดได้
- รายการแหล่งอ้างอิงท้ายบทความครบถ้วน
22. เหตุที่บทความอาจถูกส่งกลับ แก้ไข หรือปฏิเสธ
Onepra.com อาจส่งบทความกลับเพื่อแก้ไขหรือปฏิเสธการเผยแพร่ในกรณีต่อไปนี้
- ข้อกล่าวอ้างสำคัญไม่มีแหล่งข้อมูลรองรับ
- พบแหล่งอ้างอิงที่ไม่มีอยู่จริงหรือระบุรายละเอียดไม่ตรงกับต้นฉบับ
- คัดลอกข้อความ ภาพ หรือโครงสร้างจากผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ
- นำความคิดเห็นส่วนบุคคลเสนอเป็นข้อเท็จจริง
- รับรองปาฏิหาริย์หรือผลลัพธ์ที่ไม่สามารถตรวจสอบได้
- กล่าวหาบุคคลหรือองค์กรโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ
- เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่จำเป็น
- ปกปิดผลประโยชน์ทางการค้า
- ใช้ภาพดัดแปลงที่อาจทำให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับวัตถุหรือบุคคล
- ใช้ AI สร้างเนื้อหาโดยไม่มีการตรวจสอบจากมนุษย์
- ใช้แหล่งข้อมูลที่คัดลอกต่อกันมาโดยไม่ค้นหาต้นทาง
- เนื้อหามีลักษณะดูหมิ่น เหมารวม หรือบิดเบือนความเชื่อของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
23. การแก้ไขข้อมูลหลังเผยแพร่
Onepra.com ให้ความสำคัญกับการแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างโปร่งใส
การแก้ไขเล็กน้อย
การแก้คำสะกด เว้นวรรค หรือรูปแบบที่ไม่กระทบสาระ อาจแก้ไขได้โดยไม่ต้องมีหมายเหตุเพิ่มเติม
การแก้ไขสาระสำคัญ
หากแก้ชื่อบุคคล วันที่ เหตุการณ์ คำแปล ข้อสรุป หรือข้อมูลที่มีผลต่อความเข้าใจของผู้อ่าน ควรเพิ่มหมายเหตุ เช่น
หมายเหตุการแก้ไข: บทความนี้ได้รับการปรับปรุงเมื่อวันที่ [วัน เดือน ปี] เพื่อแก้ไขข้อมูลเรื่อง [ระบุประเด็น] หลังได้รับหลักฐานเพิ่มเติมจาก [ชื่อแหล่งข้อมูล]
การเพิ่มเติมข้อมูล
หากได้รับเอกสารหรือคำชี้แจงใหม่ ควรเพิ่มวันที่ปรับปรุงและระบุว่ามีข้อมูลส่วนใดเพิ่มเข้ามา
การถอนบทความ
หากพบว่าบทความมีข้อผิดพลาดร้ายแรง หลักฐานไม่สามารถตรวจสอบได้ มีการละเมิดสิทธิ หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหาย Onepra.com อาจระงับหรือถอนบทความ พร้อมแสดงคำอธิบายตามความเหมาะสม
24. การแจ้งแก้ไขจากผู้อ่าน
ผู้อ่านสามารถส่งคำขอแก้ไขโดยระบุ
- ลิงก์บทความ
- ประโยคหรือส่วนที่เห็นว่าคลาดเคลื่อน
- คำอธิบายว่าข้อมูลคลาดเคลื่อนอย่างไร
- เอกสารหรือแหล่งข้อมูลที่สนับสนุนคำขอ
- ชื่อและช่องทางติดต่อ
- ความสัมพันธ์กับบุคคล สถานที่ หรือวัตถุที่กล่าวถึง หากมี
ส่งข้อมูลได้ที่ [อีเมลกองบรรณาธิการ]
การส่งคำขอไม่ได้หมายความว่า Onepra.com จะต้องแก้ไขตามข้อเสนอทุกกรณี กองบรรณาธิการจะพิจารณาคุณภาพของหลักฐาน ความเกี่ยวข้อง และประโยชน์ต่อผู้อ่าน
25. ข้อความมาตรฐานสำหรับใช้ท้ายบทความ
Onepra.com สามารถใช้ข้อความต่อไปนี้ท้ายบทความที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเชื่อ หรือตำนาน
หมายเหตุด้านแหล่งข้อมูล: บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารและแหล่งข้อมูลที่ระบุไว้ท้ายบทความ ข้อมูลบางส่วนเกี่ยวข้องกับคติความเชื่อ ตำนาน หรือคำบอกเล่าซึ่งอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น Onepra.com นำเสนอเพื่อการศึกษาและทำความเข้าใจทางศาสนา ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม โดยไม่ได้รับรองผลเหนือธรรมชาติหรือผลลัพธ์เฉพาะบุคคล
สำหรับบทความพระเครื่อง สามารถใช้ข้อความเพิ่มเติมว่า
หมายเหตุเกี่ยวกับพระเครื่อง: ข้อมูลในบทความมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ไม่ถือเป็นใบรับรองความแท้ การประเมินราคา หรือคำแนะนำในการซื้อขาย การตรวจสอบพระเครื่องควรพิจารณาวัตถุจริง ประวัติที่มา สภาพ และความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม
สำหรับบทความท่องเที่ยว สามารถใช้ข้อความว่า
หมายเหตุการเดินทาง: เวลาเปิด–ปิด ค่าเข้าชม กฎการเข้าพื้นที่ และกำหนดการอาจเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบกับสถานที่โดยตรงก่อนเดินทาง
26. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการอ้างอิง
สามารถใช้ข้อมูลจากวิกิพีเดียได้หรือไม่
ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นคว้าได้ แต่ควรเปิดและตรวจสอบเอกสารต้นทางที่วิกิพีเดียอ้าง แล้วอ้างเอกสารต้นทางในบทความ Onepra.com
สามารถใช้โพสต์ Facebook เป็นแหล่งอ้างอิงได้หรือไม่
ใช้ได้เมื่อโพสต์นั้นเป็นประกาศหรือคำแถลงจากบุคคลหรือหน่วยงานต้นทาง เช่น วัดประกาศกำหนดการผ่านเพจทางการ แต่ควรบันทึกวันที่โพสต์ ชื่อบัญชี และวันที่เข้าถึง รวมทั้งตรวจสอบว่าบัญชีนั้นเป็นบัญชีต้นทางจริง
สามารถใช้ข้อมูลจากร้านพระหรือผู้ขายได้หรือไม่
ใช้ได้สำหรับข้อมูลที่ผู้ขายเป็นต้นทาง เช่น รายการประกาศ ราคาเสนอขาย หรือคำอธิบายของผู้ขาย แต่ไม่ควรใช้เป็นหลักฐานอิสระเพียงแหล่งเดียวเพื่อยืนยันความแท้ ความหายาก หรือราคากลาง
เมื่อใส่เครดิตแล้วสามารถใช้ภาพได้หรือไม่
ไม่เสมอไป ต้องตรวจสอบว่าเจ้าของภาพอนุญาตให้ใช้หรือไม่ ภาพอยู่ภายใต้สัญญาอนุญาตใด และการนำมาใช้หรือดัดแปลงเป็นไปตามเงื่อนไขหรือไม่
ภาพที่ค้นพบจาก Google สามารถนำมาใช้ได้หรือไม่
ผลการค้นหาเป็นเพียงช่องทางค้นพบภาพ ต้องเข้าไปตรวจสอบหน้าต้นทาง เจ้าของภาพ และสิทธิการใช้งานก่อนทุกครั้ง
ข้อมูลจาก AI ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้หรือไม่
ไม่ควรใช้ AI เป็นแหล่งหลักฐาน ผู้เขียนต้องนำข้อมูลไปตรวจสอบกับหนังสือ เอกสาร คัมภีร์ ฐานข้อมูล หรือเว็บไซต์ต้นทางก่อนเผยแพร่
คำบอกเล่าของศิษย์หรือคนในชุมชนใช้ได้หรือไม่
ใช้ได้และอาจมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม แต่ต้องระบุว่าเป็นคำบอกเล่า พร้อมชื่อผู้ให้ข้อมูล วันที่ และความสัมพันธ์กับเรื่องนั้น รวมทั้งไม่ควรนำเสนอเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันแล้วหากไม่มีหลักฐานอื่นสนับสนุน
หนังสือเก่าสามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงได้หรือไม่
ใช้ได้ โดยต้องพิจารณาปีที่จัดทำ ผู้เขียน วัตถุประสงค์ และข้อมูลที่ผู้เขียนใช้ หนังสือเก่าอาจใกล้เหตุการณ์มากกว่า แต่ก็อาจมีข้อจำกัดด้านข้อมูลหรือวิธีการศึกษา
แหล่งข้อมูลไม่มีวันที่ควรทำอย่างไร
ตรวจสอบข้อมูลเมตา หน้าลิขสิทธิ์ หรือประวัติการเผยแพร่ก่อน หากไม่พบจริงให้ระบุ “ม.ป.ป.” และเพิ่มวันที่เข้าถึงสำหรับเว็บไซต์
ลิงก์ต้นทางเปิดไม่ได้ควรลบออกหรือไม่
ควรค้นหาหน้าปัจจุบัน สำเนาจากหน่วยงานเดิม ฉบับพิมพ์ หรือแหล่งเก็บถาวร หากยังตรวจสอบรายละเอียดได้จากเอกสารที่บันทึกไว้ อาจคงรายการอ้างอิงพร้อมระบุสถานะของลิงก์ แต่ไม่ควรอ้างข้อมูลที่กองบรรณาธิการไม่สามารถตรวจสอบเนื้อหาได้เลย
27. ข้อสงวนสิทธิ์
การอ้างอิงแหล่งข้อมูลไม่ได้หมายความว่า Onepra.com เห็นด้วยหรือรับรองความคิดเห็นทั้งหมดของแหล่งนั้น แหล่งอ้างอิงมีไว้เพื่อแสดงที่มาและเปิดโอกาสให้ตรวจสอบข้อกล่าวอ้างเฉพาะส่วน
หลักเกณฑ์ฉบับนี้เป็นมาตรฐานบรรณาธิการทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำปรึกษาทางกฎหมาย ในกรณีที่มีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ ข้อมูลส่วนบุคคล การหมิ่นประมาท หรือสิทธิของบุคคล ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนเผยแพร่
Onepra.com ขอสงวนสิทธิ์ปรับปรุงหลักเกณฑ์นี้ให้เหมาะสมกับกฎหมาย เทคโนโลยี รูปแบบการเผยแพร่ และมาตรฐานบรรณาธิการที่เปลี่ยนแปลงไป