สิ่งสำคัญภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดใหญ่) จังหวัดพิษณุโลก: พระประธาน พระธาตุ จิตรกรรม และโบราณวัตถุ
พาชมสิ่งสำคัญภายในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ จังหวัดพิษณุโลก ตั้งแต่พระพุทธชินราช พระบรมสารีริกธาตุ จิตรกรรมฝาผนัง บานประตูประดับมุก พระอัฏฐารส และโบราณวัตถุสำคัญที่สะท้อนประวัติศาสตร์และพุทธศิลป์หลายยุคสมัย
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก หรือที่ประชาชนเรียกกันทั่วไปว่า “วัดใหญ่” และ “วัดพระพุทธชินราช” เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน ใจกลางเมืองพิษณุโลก วัดแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญของชาติเมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2479 และเป็นทั้งสถานที่ประกอบศาสนกิจ ศูนย์รวมศรัทธา แหล่งศึกษาประวัติศาสตร์ และคลังงานพุทธศิลป์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย
คนจำนวนมากเดินทางมาวัดใหญ่เพื่อสักการะ พระพุทธชินราช แต่ภายในวัดยังมีสิ่งสำคัญอีกหลายส่วน ทั้งพระปรางค์ประธานซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ จิตรกรรมฝาผนัง บานประตูประดับมุก พระอัฏฐารส พระเหลือ วิหารพระเจ้าเข้านิพพาน จารึก ตลอดจนโบราณวัตถุและเครื่องพุทธบูชาที่เก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช
ดังนั้น การเที่ยวชมวัดใหญ่ให้เข้าใจอย่างแท้จริงจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการกราบพระพุทธชินราชแล้วเดินทางกลับ แต่ควรมองวัดทั้งแห่งเป็น “พื้นที่ประวัติศาสตร์” ที่เกิดจากการสร้าง การบูรณะ และการสั่งสมศรัทธาต่อเนื่องหลายยุค ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์
ทำความเข้าใจวัดใหญ่ผ่านผังของ “วัดมหาธาตุ”
หลักฐานทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปกรรมทำให้กรมศิลปากรสันนิษฐานว่า วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหารน่าจะสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย ราวพุทธศตวรรษที่ 19–20 โดยวางผังตามคติการสร้าง “พระบรมธาตุเป็นหลักของเมือง” กล่าวคือ มีสถูปหรือเจดีย์ประธานเป็นศูนย์กลางของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีพระวิหารตั้งอยู่ตามแนวทิศต่าง ๆ
ในผังเดิมสมัยสุโขทัย อาคารสำคัญของวัดน่าจะหันไปทางทิศตะวันออก โดยมีพระอัฏฐารสประดิษฐานอยู่ในพระวิหารด้านทิศตะวันออก ต่อมาในสมัยอยุธยา โดยเฉพาะช่วงที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จมาประทับที่เมืองพิษณุโลก มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดครั้งใหญ่ ดัดแปลงมหาธาตุเดิมให้มีรูปแบบเป็นพระปรางค์แบบอยุธยา และปรับแนวผังวัดให้สัมพันธ์กับแม่น้ำน่านซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญของเมือง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้วัดใหญ่มีลักษณะเป็นงานศิลปกรรมที่ซ้อนทับกันหลายยุค พระพุทธรูปบางองค์ยังคงแสดงลักษณะศิลปะสุโขทัย ขณะที่พระปรางค์และองค์ประกอบบางส่วนสะท้อนการดัดแปลงในสมัยอยุธยา ส่วนเครื่องพุทธบูชา จารึก และการบูรณะจำนวนมากเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์
เมื่อเข้าชมวัด จึงควรแยกองค์ประกอบสำคัญออกเป็น 4 ชั้น ได้แก่
- พระพุทธรูปสำคัญ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการสักการะ
- พระบรมสารีริกธาตุและพระปรางค์ ซึ่งเป็นหัวใจของวัดมหาธาตุ
- จิตรกรรมและงานประณีตศิลป์ ซึ่งใช้สื่อความหมายทางพระพุทธศาสนา
- โบราณวัตถุและจารึก ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงพัฒนาการของวัดและศรัทธาของผู้คนในแต่ละยุค

พระพุทธชินราช: พระประธานแห่งศรัทธาในพระวิหารด้านตะวันตก
เมื่อกล่าวถึง “พระประธานของวัดใหญ่” คนทั่วไปมักหมายถึง พระพุทธชินราช แม้ในทางสถาปัตยกรรมพระพุทธชินราชจะประดิษฐานอยู่ภายในพระวิหารด้านทิศตะวันตก ไม่ใช่พระอุโบสถก็ตาม กรมศิลปากรจัดพระพุทธชินราชเป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย และเชื่อมโยงการสร้างกับรัชสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือพญาลิไท
องค์พระเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยสำริด ลงรักปิดทอง หน้าตักกว้าง 5 ศอก 1 คืบ 5 นิ้ว และมีความสูงประมาณ 7 ศอก ถือเป็นพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนสง่างามและมีอิทธิพลอย่างสูงต่อรูปแบบการสร้างพระพุทธรูปในประเทศไทย
ความหมายของปางมารวิชัย
พระพุทธชินราชประทับนั่งขัดสมาธิ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบนพระเพลา ส่วนพระหัตถ์ขวาวางคว่ำลงเหนือพระชานุ ปลายพระหัตถ์ชี้ลงสู่พื้น เป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ก่อนการตรัสรู้ เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงอ้างพระแม่ธรณีเป็นพยานแห่งการบำเพ็ญบารมีเพื่อเอาชนะพญามาร
ปางมารวิชัยจึงมิได้สื่อถึงชัยชนะด้วยกำลัง หากหมายถึงชัยชนะเหนือความกลัว ความลังเล กิเลส และอุปสรรคภายในจิตใจ การกราบพระพุทธชินราชในความหมายทางพุทธศาสนาจึงควรเชื่อมโยงกับการระลึกถึงความมั่นคงทางจิตใจ ปัญญา และความเพียร มากกว่าการมุ่งขอผลสำเร็จทางวัตถุเพียงอย่างเดียว
พุทธลักษณะที่ควรสังเกต
จุดเด่นของพระพุทธชินราชอยู่ที่การผสมผสานระหว่างความอ่อนช้อยกับความมั่นคง พระพักตร์มีความสงบ พระขนงโค้ง พระเนตรทอดต่ำ พระวรกายได้สัดส่วน พระอังสากว้าง และนิ้วพระหัตถ์เรียวยาวเสมอกัน ลักษณะเหล่านี้ช่วยสร้างความรู้สึกว่าพระพุทธองค์ทรงมีทั้งพระมหากรุณาและพระปัญญา
เหนือพระเศียรเป็นพระรัศมีรูปเปลวเพลิง ส่วนด้านหลังมี ซุ้มเรือนแก้ว ที่มีลายเปลวโค้งเข้าหาองค์พระ ทำหน้าที่เสมือนกรอบศักดิ์สิทธิ์ ซุ้มดังกล่าวช่วยดึงสายตาของผู้ชมเข้าสู่พระพักตร์และพระวรกาย ทำให้องค์พระเป็นศูนย์กลางของพื้นที่ภายในพระวิหารอย่างชัดเจน
ข้างพระพุทธชินราชมีรูปพระอัครสาวกยืนประนมมือ ได้แก่ พระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ การจัดองค์ประกอบเช่นนี้ทำให้พระประธานไม่ได้ปรากฏอย่างโดดเดี่ยว แต่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนา โดยมีพระสาวกและหมู่เทวดาในงานจิตรกรรมร่วมแสดงความเคารพ
ประวัติศาสตร์กับตำนานการสร้าง
เรื่องเล่าที่แพร่หลายมักระบุว่าพระพุทธชินราชสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1900 พร้อมพระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลจารึกของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุชัดว่า ปีดังกล่าวเป็นข้อมูล “ตามตำนาน” ขณะที่กรมศิลปากรใช้หลักฐานทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปกรรมประเมินอายุของวัดโดยกว้างไว้ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19–20
ผู้อ่านจึงควรแยกระหว่างสองส่วน ได้แก่ ข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ศิลปะ ซึ่งพิจารณาจากวัสดุ รูปแบบ และบริบททางโบราณคดี กับ ตำนานการหล่อพระ ซึ่งมีคุณค่าในฐานะความทรงจำและเรื่องเล่าทางศรัทธา แม้จะไม่ใช่หลักฐานร่วมสมัยกับการสร้างก็ตาม
อิทธิพลของพระพุทธชินราชในระดับประเทศ
ความสำคัญของพระพุทธชินราชไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะจังหวัดพิษณุโลก ใน พ.ศ. 2444 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระพุทธรูปตามแบบพระพุทธชินราช เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร เหตุการณ์นี้มีหลักฐานจากศิลาจารึกซึ่งปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช
การเลือกพระพุทธชินราชเป็นต้นแบบของพระประธานในพระอารามสำคัญแห่งกรุงเทพมหานคร แสดงให้เห็นว่าองค์พระได้กลายเป็นต้นแบบของความงามทางพุทธศิลป์และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนาระดับชาติแล้วอย่างชัดเจนในสมัยรัตนโกสินทร์

พระบรมสารีริกธาตุและพระปรางค์ประธาน: หัวใจของคำว่า “มหาธาตุ”
แม้พระพุทธชินราชจะเป็นจุดที่ผู้คนรู้จักมากที่สุด แต่ในเชิงผังศาสนสถาน พระปรางค์ประธาน คือหัวใจของวัด เพราะเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อันเป็นที่มาของคำว่า “พระศรีรัตนมหาธาตุ”
พระปรางค์ประธานมีความสูงประมาณ 36 เมตร โครงสร้างเดิมสัมพันธ์กับการสร้างศาสนสถานในสมัยสุโขทัย ก่อนจะได้รับการดัดแปลงให้เป็นพระปรางค์แบบอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ภายในพระเจดีย์น้อยในคูหาบริเวณส่วนยอดของพระปรางค์
ข้อมูลนี้ช่วยแก้ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยว่า “พระธาตุ” เป็นวัตถุที่ตั้งแสดงให้ชมอยู่ภายในพระวิหาร ความจริงแล้วพระบรมสารีริกธาตุถูกบรรจุอยู่ในระบบสถาปัตยกรรมหลายชั้น ได้แก่
- พระบรมสารีริกธาตุ
- พระเจดีย์น้อยหรือภาชนะบรรจุ
- คูหาภายในส่วนยอด
- พระปรางค์ประธานที่ห่อหุ้มทั้งหมด
ดังนั้น ผู้มาเยือนแม้ไม่ได้เห็นพระบรมสารีริกธาตุโดยตรง ก็สามารถแสดงความเคารพได้ด้วยการสักการะหรือเวียนประทักษิณรอบพระปรางค์ โดยถือว่าพระปรางค์ทั้งองค์เป็นสัญลักษณ์แทนที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ
ความหมายของพระปรางค์ในพื้นที่วัด
พระปรางค์ตั้งอยู่ใจกลางกลุ่มอาคารสำคัญ เปรียบได้กับแกนกลางของจักรวาลตามคติพุทธศาสนา พระวิหารและอาคารโดยรอบจึงไม่ได้ตั้งขึ้นอย่างแยกส่วน แต่มีความสัมพันธ์กับพระปรางค์ในฐานะศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์
ในมิติประวัติศาสตร์เมือง การสร้างวัดมหาธาตุไว้เป็นหลักของเมืองยังแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธศาสนากับการปกครอง เมืองสำคัญในอดีตมักมีพระบรมธาตุหรือวัดมหาธาตุเป็นศูนย์รวมความชอบธรรม ความศรัทธา และอัตลักษณ์ของชุมชน วัดใหญ่จึงเป็นทั้งศูนย์กลางทางศาสนาและเครื่องหมายสำคัญของความเป็นเมืองพิษณุโลกมาตั้งแต่อดีต
จารึกการปฏิสังขรณ์พระปรางค์
หลักฐานสำคัญอีกชิ้นหนึ่งคือ จารึกคำโคลงวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก จารึกบนแผ่นหินอ่อน ระบุว่าการปฏิสังขรณ์พระปรางค์แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2446 ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื้อหาในจารึกยังพรรณนาความงามและความศักดิ์สิทธิ์ของพระปรางค์ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าพระปรางค์ได้รับการดูแลและให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องในสมัยรัตนโกสินทร์

จิตรกรรมฝาผนังภายในพระวิหารพระพุทธชินราช
เมื่อเข้าสู่พระวิหาร ผู้มาเยือนจำนวนมากมักมองตรงไปยังพระพุทธชินราชจนไม่ได้สังเกตงานจิตรกรรมที่อยู่รอบตัว ทั้งที่ภาพเหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญในการสร้างบรรยากาศและอธิบายเรื่องราวทางพระพุทธศาสนา
เอกสารเกี่ยวกับวัดและรายการในหอสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยระบุหัวข้อจิตรกรรมสำคัญภายในพระวิหาร ได้แก่ ภาพเทพชุมนุม พระเวสสันดร และพุทธประวัติ
ภาพเทพชุมนุม
ภาพเทพชุมนุมเป็นภาพหมู่เทวดาที่มาประชุมกันเพื่อสดับพระธรรมและถวายความเคารพต่อพระพุทธเจ้า โดยทั่วไปตัวละครมักอยู่ในท่าประนมมือ หันหน้าเข้าสู่พื้นที่ของพระประธาน และเรียงลำดับเป็นชั้นตามฐานะ
ภาพประเภทนี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงประดับผนัง แต่ช่วยขยายพื้นที่ภายในพระวิหารให้กลายเป็นจักรวาลศักดิ์สิทธิ์ เมื่อผู้มาเยือนนั่งอยู่เบื้องหน้าพระพุทธชินราช จึงเปรียบเสมือนกำลังนั่งร่วมอยู่ในชุมนุมของมนุษย์และเทวดาที่มาฟังพระธรรมพร้อมกัน

ภาพพระเวสสันดรหรือเวสสันดรชาดก
พระเวสสันดรชาดกเป็นเรื่องราวพระชาติสำคัญก่อนการตรัสรู้ เนื้อหาเน้นการบำเพ็ญทานบารมีอย่างยิ่งยวด ภาพอาจประกอบด้วยฉากชีวิตในเมือง การเสด็จออกจากพระนคร การประทับในป่า เหตุการณ์เกี่ยวกับชูชก พระกัณหา พระชาลี และการกลับคืนสู่เมือง
การอ่านภาพพระเวสสันดรไม่ควรพิจารณาเฉพาะความงาม แต่ควรถามว่า ช่างกำลังสื่อเรื่องการให้ การเสียสละ หน้าที่ และขอบเขตของความยึดมั่นอย่างไร ภาพชาดกจึงเป็นทั้งงานศิลปะและสื่อสอนธรรมสำหรับผู้ที่อาจไม่ได้อ่านคัมภีร์โดยตรง

ภาพพุทธประวัติ
ภาพพุทธประวัติทำหน้าที่เล่าเหตุการณ์ในพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ช่วงก่อนตรัสรู้ การเสด็จออกผนวช การบำเพ็ญเพียร การตรัสรู้ การแสดงพระธรรม และเหตุการณ์สำคัญในช่วงประกาศพระศาสนา
สิ่งที่น่าสนใจคือภาพเล่าเรื่องแบบไทยมักไม่ได้ใช้มุมมองหรือเวลาแบบภาพสมัยใหม่ เหตุการณ์หลายตอนอาจปรากฏอยู่ในผนังเดียวกัน ตัวละครคนเดียวสามารถปรากฏซ้ำหลายตำแหน่งเพื่อแสดงลำดับเหตุการณ์ ผู้ชมจึงควรติดตามจากสัญลักษณ์ ตัวละครสำคัญ อาคาร และภูมิทัศน์ มากกว่ามองภาพทั้งหมดเป็นเหตุการณ์เดียว
จิตรกรรมไม่ได้จำเป็นต้องมีอายุเท่ากันทุกส่วน
วัดใหญ่ผ่านการบูรณะและเปลี่ยนแปลงหลายครั้งตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา จนถึงรัตนโกสินทร์ จึงไม่ควรเหมารวมว่าจิตรกรรมทุกส่วนภายในพระวิหารเขียนขึ้นพร้อมกัน หรือเป็นงานดั้งเดิมจากสมัยเดียวกับองค์พระพุทธชินราช การกำหนดอายุที่แน่นอนจำเป็นต้องพิจารณาชั้นสี เทคนิค วัสดุ เอกสารการบูรณะ และรายงานด้านการอนุรักษ์ประกอบกัน
วิธีชมจิตรกรรมให้เห็นรายละเอียด
ควรเริ่มจากยืนบริเวณด้านหน้าพระวิหารแล้วมองภาพรวมของผนังทั้งสองด้าน จากนั้นจึงค่อยติดตามตัวละครและฉากไปตามลำดับ สังเกตท่าทาง เครื่องแต่งกาย อาคาร บ้านเรือน ต้นไม้ สัตว์ และรายละเอียดชีวิตประจำวัน เพราะช่างมักสอดแทรกสภาพสังคมร่วมสมัยของตนไว้ในเรื่องราวทางศาสนา
ควรหลีกเลี่ยงการใช้แฟลชหรืออุปกรณ์ส่องแสงแรง และปฏิบัติตามข้อกำหนดของวัดอย่างเคร่งครัด เนื่องจากแสง ความชื้น ฝุ่น และการสัมผัสล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้งานจิตรกรรมเสื่อมสภาพได้

บานประตูประดับมุก: งานประณีตศิลป์สมัยอยุธยาตอนปลาย
ก่อนเข้าสู่พระวิหารพระพุทธชินราช ผู้มาเยือนควรหยุดสังเกต บานประตูประดับมุก ซึ่งเป็นโบราณวัตถุสำคัญอีกชิ้นหนึ่งของวัด หลักฐานระบุว่าบานประตูสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2299 ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ตรงกับช่วงปลายสมัยอยุธยา
งานประดับมุกเกิดจากการนำเปลือกหอยที่มีประกายมุกมาตัดเป็นชิ้นเล็กตามรูปแบบที่กำหนด แล้วฝังหรือติดลงบนพื้นรักสีดำ ความแตกต่างระหว่างพื้นสีเข้มกับประกายของมุกทำให้ลวดลายดูสว่างและเปลี่ยนแปลงไปตามมุมแสง เป็นงานที่ต้องอาศัยความแม่นยำและความชำนาญอย่างสูง
ลวดลายบนประตูประกอบด้วยภาพมงคลและลวดลายประดับที่จัดวางอย่างเป็นระเบียบ ส่วน อกเลา หรือสันกลางของบานประตูมีรูปหนุมานแบกบุษบก ภายในบุษบกประดิษฐานพระอุณาโลม ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธเจ้า รายละเอียดนี้แสดงให้เห็นการนำตัวละครจากวรรณคดีและสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนามาผสมผสานกันในงานช่างไทย
ในเชิงความหมาย ประตูทำหน้าที่แบ่งพื้นที่ภายนอกกับพื้นที่ภายในพระวิหาร เมื่อผู้มาเยือนก้าวผ่านบานประตูประดับมุก จึงเปรียบเสมือนกำลังก้าวจากโลกสามัญเข้าสู่พื้นที่ของพระพุทธองค์ งานประณีตศิลป์บนประตูจึงไม่ใช่เพียงเครื่องตกแต่ง แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเตรียมจิตใจก่อนเข้าสักการะพระประธาน

พระอัฏฐารส: พระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ในผังเดิมสมัยสุโขทัย
ด้านทิศตะวันออกของกลุ่มโบราณสถานเป็นที่ประดิษฐาน พระอัฏฐารส พระพุทธรูปยืนก่ออิฐถือปูน มีความสูง 18 ศอก ชื่อ “อัฏฐารส” มีความสัมพันธ์กับความสูงสิบแปดศอกขององค์พระ
พระอัฏฐารสมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจผังเดิมของวัด เพราะกรมศิลปากรระบุว่าการสร้างพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่ในพระวิหารด้านตะวันออกเป็นคติที่นิยมในสมัยสุโขทัย เมื่อครั้งที่วัดยังหันหน้าไปทางทิศตะวันออก พระอัฏฐารสน่าจะเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่ผู้คนมองเห็นเมื่อเข้าสู่เขตพุทธาวาส
บริเวณดังกล่าวเคยมีพระวิหารขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันเหลือร่องรอยเสาศิลาแลงและฐานอาคารบางส่วน การชมพระอัฏฐารสจึงควรมองทั้งองค์พระและร่องรอยสถาปัตยกรรมโดยรอบ เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ช่วยให้จินตนาการถึงขนาดและความสง่างามของพระวิหารเดิมได้
พระเหลือหรือพระเสสันตปฏิมากร
พระเหลือ มีพระนามทางการว่า พระเสสันตปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยสำริด ลงรักปิดทอง ประดิษฐานอยู่ในวิหารขนาดเล็กบริเวณด้านหน้าพระวิหารพระพุทธชินราช
ตามคำอธิบายในฐานข้อมูลจารึก พระเหลือสร้างขึ้นจากสำริดที่เหลือจากการหล่อพระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ และพระศรีศาสดา ส่วนสำริดที่เหลือจากการหล่อพระเหลือได้นำไปหล่อพระสาวก ได้แก่ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ
เรื่องสำริดที่เหลือจากการหล่อพระทั้งสามองค์เป็นส่วนหนึ่งของตำนานที่เชื่อมโยงพระพุทธรูปกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน ชื่อ “พระเหลือ” จึงไม่ได้หมายถึงสิ่งที่มีคุณค่าน้อยกว่า แต่หมายถึงพระพุทธรูปที่เกิดจากวัสดุศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเหลือจากงานหล่อครั้งสำคัญ
วิหารพระเหลือยังมีความสัมพันธ์กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และบรรพชาเป็นสามเณร ทรงมีส่วนในการปฏิสังขรณ์วิหาร ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักกับวัดใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์อีกชั้นหนึ่ง
พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดา: แยกองค์ดั้งเดิมออกจากองค์จำลอง
พระพุทธชินสีห์ พระศรีศาสดา และพระพุทธชินราช มักถูกกล่าวถึงร่วมกันในตำนานว่าเป็นพระพุทธรูปสำริดสามองค์ที่สร้างขึ้นในคราวเดียวกัน และเดิมประดิษฐานอยู่ในพระวิหารสามทิศของวัดใหญ่
อย่างไรก็ตาม ผู้มาเยือนควรทราบว่า พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาองค์ดั้งเดิมไม่ได้ประดิษฐานอยู่ที่วัดใหญ่ในปัจจุบัน พระพุทธชินสีห์องค์เดิมได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นพระประธานภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ส่วนพระศรีศาสดาองค์เดิมประดิษฐานอยู่ในพระวิหารพระศาสดาภายในวัดบวรนิเวศวิหารเช่นกัน
ชื่อพระวิหารเดิมและองค์จำลองที่เกี่ยวข้องภายในวัดใหญ่จึงอาจทำให้ผู้มาเยือนสับสน การอ่านป้ายกำกับและแยกคำว่า “องค์เดิม” ออกจาก “องค์จำลอง” เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อต้องการศึกษาประวัติการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปสำคัญในสมัยรัตนโกสินทร์
วิหารพระเจ้าเข้านิพพาน: ประติมากรรมเล่าเหตุการณ์หลังปรินิพพาน
ทางทิศใต้ของพระวิหารพระพุทธชินราช นอกแนวระเบียงคต มี วิหารพระเจ้าเข้านิพพาน ภายในประดิษฐานประติมากรรมจำลองเหตุการณ์หลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน โดยทำเป็นหีบปิดทองสมมติว่าบรรจุพระบรมศพ ตั้งอยู่บนจิตกาธาน และมีพระบาทยื่นออกจากปลายหีบ
บริเวณด้านหน้าหรือปลายหีบมีรูปพระมหากัสสปเถระนั่งถวายบังคมพระบาท สื่อถึงเหตุการณ์ที่พระมหากัสสปะและคณะสงฆ์เดินทางมาถึงก่อนการถวายพระเพลิงพระบรมศพ ตามคติเรื่องเล่า พระบาทของพระพุทธองค์ปรากฏออกมาให้พระมหากัสสปะถวายบังคมเป็นครั้งสุดท้าย
ประติมากรรมชุดนี้ต่างจากพระพุทธรูปปางไสยาสน์ทั่วไป เพราะไม่ได้แสดงช่วงที่พระพุทธองค์กำลังจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน แต่แสดงเหตุการณ์ภายหลังปรินิพพานแล้ว จึงเป็นงานที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าใจลำดับเรื่องราวทางพุทธประวัติได้ลึกยิ่งขึ้น

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช: คลังหลักฐานของวัดและเมืองพิษณุโลก
ภายในบริเวณวัดมี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราช ซึ่งเป็นส่วนสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาวัดใหญ่ให้ครบถ้วน เดิมพิพิธภัณฑ์อยู่ในความดูแลของวัด โดยใช้พื้นที่พระวิหารพระพุทธชินสีห์และพระวิหารพระศรีศาสดาจัดแสดงโบราณวัตถุ ต่อมากรมศิลปากรประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติใน พ.ศ. 2504 และก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้นใน พ.ศ. 2557
โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้เป็นเพียงของเก่าที่รวบรวมไว้เพื่อความสวยงาม แต่เป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ระหว่างพระพุทธชินราช พระมหากษัตริย์ ราชสำนัก และประชาชนในช่วงเวลาต่าง ๆ
สิ่งของสำคัญที่จัดแสดงประกอบด้วย
- สังวาลสำหรับประดับองค์พระพุทธชินราช
- สายสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตนราชวราภรณ์
- ต้นไม้เงินและต้นไม้ทองที่ถวายเป็นพุทธบูชา
- เครื่องแก้วเจียระไนและเครื่องตามประทีป
- กลองมโหระทึกที่วัดเก็บรักษาไว้
- งาช้างและงานงาแกะสลัก
- พระพุทธรูปบุเงิน บุทอง และพระพุทธรูปแก้ว
- ยานมาศ ตู้พระธรรม และเครื่องไม้
- ดาวประดับเพดานพระปรางค์
- เครื่องถ้วยลายคราม เครื่องเบญจรงค์ และเครื่องทองเหลือง
รายการเหล่านี้สะท้อนรูปแบบการถวายพุทธบูชาที่หลากหลาย ตั้งแต่เครื่องราชูปโภคและเครื่องประดับชั้นสูง ไปจนถึงสิ่งของที่ประชาชนทั่วไปนำมาถวายตามกำลังศรัทธา

จารึกคือหลักฐานที่ช่วยตรวจสอบตำนาน
ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีจารึกสำคัญ เช่น จารึก พ.ศ. 2444 ซึ่งกล่าวถึงการหล่อพระพุทธชินราชจำลองสำหรับวัดเบญจมบพิตร และจารึก พ.ศ. 2446 ซึ่งกล่าวถึงการปฏิสังขรณ์พระปรางค์
จารึกเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะระบุปี บุคคล และเหตุการณ์ได้ชัดเจนกว่าตำนานที่ถ่ายทอดต่อกันมา ผู้ศึกษาวัดใหญ่จึงควรใช้ทั้งสองประเภทควบคู่กัน คืออ่านตำนานเพื่อทำความเข้าใจโลกทัศน์และศรัทธาของผู้คน พร้อมตรวจสอบจารึกและหลักฐานทางโบราณคดีเพื่อวางลำดับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
เส้นทางชมวัดใหญ่ให้ได้ทั้งศรัทธาและความรู้
สำหรับผู้ที่มีเวลาประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง สามารถเรียงลำดับการชมได้ดังนี้
1. เริ่มจากมองพระวิหารและพระปรางค์จากภายนอกสังเกตตำแหน่งพระวิหารพระพุทธชินราชทางด้านตะวันตก พระปรางค์ประธานตรงกลาง และกลุ่มโบราณสถานด้านตะวันออก จะช่วยให้เข้าใจผังวัดก่อนเข้าสู่อาคาร
2. หยุดชมบานประตูประดับมุกพิจารณาการตัดมุก การจัดช่องลาย และอกเลาที่มีรูปหนุมานแบกบุษบก อย่ารีบเดินผ่าน เพราะบานประตูเป็นโบราณวัตถุคนละยุคกับองค์พระพุทธชินราช
3. สักการะพระพุทธชินราชเลือกนั่งในตำแหน่งที่ไม่ขวางทางผู้สักการะ มององค์พระทั้งภาพรวมและรายละเอียด ตั้งแต่พระพักตร์ พระหัตถ์ จีวร ซุ้มเรือนแก้ว ไปจนถึงพระอัครสาวก
4. ชมจิตรกรรมรอบพระวิหารหลังจากกราบพระประธานแล้วจึงค่อยหันมาสังเกตผนังทั้งสองด้าน แยกภาพเทพชุมนุม พระเวสสันดร และพุทธประวัติออกจากกัน
5. ออกมาสักการะพระปรางค์ประธานระลึกว่าพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ในพระเจดีย์น้อยภายในคูหาส่วนยอด ไม่ควรปีนหรือเข้าเขตหวงห้ามโดยไม่ได้รับอนุญาต
6. เดินต่อไปยังพระอัฏฐารส พระเหลือ และวิหารพระเจ้าเข้านิพพานจุดเหล่านี้ช่วยขยายความเข้าใจจากเรื่องพระพุทธชินราชไปสู่ผังวัดเดิม ตำนานการหล่อพระ และเหตุการณ์หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน
7. ปิดท้ายที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระพุทธชินราชการชมพิพิธภัณฑ์หลังจากเดินรอบวัดแล้วจะช่วยเชื่อมสิ่งที่เห็นกับจารึก ภาพเก่า เครื่องพุทธบูชา และหลักฐานการบูรณะได้ง่ายขึ้น ควรตรวจสอบวันและเวลาเปิดให้บริการจากประกาศทางการก่อนเดินทาง เนื่องจากอาจเปลี่ยนแปลงตามการจัดกิจกรรมหรือการอนุรักษ์
ข้อควรปฏิบัติเมื่อเข้าชมพระวิหารและโบราณวัตถุ
วัดใหญ่ยังเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจ ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ผู้มาเยือนจึงควรเคารพทั้งศาสนสถาน พระสงฆ์ ผู้ปฏิบัติธรรม และผู้ที่กำลังสักการะ
- แต่งกายสุภาพ ไม่สวมเสื้อผ้าที่เปิดเผยร่างกายมากเกินควร
- ถอดรองเท้าก่อนเข้าสู่อาคารตามจุดที่วัดกำหนด
- ลดเสียงสนทนาและปิดเสียงโทรศัพท์ภายในพระวิหาร
- ไม่ยืนหรือเดินผ่านหน้าผู้ที่กำลังกราบพระโดยไม่จำเป็น
- ไม่สัมผัสจิตรกรรม บานประตูมุก พระพุทธรูป หรือโบราณวัตถุ
- หลีกเลี่ยงการใช้แฟลช ขาตั้งกล้อง หรืออุปกรณ์ที่อาจรบกวนผู้อื่น
- ไม่ปีนฐานอาคาร กำแพง หรือส่วนประกอบของโบราณสถาน
- ตรวจสอบป้ายห้ามถ่ายภาพและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่
- หากต้องการบันทึกภาพบุคคล ควรหลีกเลี่ยงการถ่ายติดผู้กำลังสวดมนต์หรือปฏิบัติธรรมโดยไม่ได้รับอนุญาต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิ่งสำคัญภายในวัดใหญ่ พิษณุโลก
พระประธานสำคัญของวัดใหญ่คือพระอะไร?พระพุทธรูปที่เป็นศูนย์กลางศรัทธาของวัดคือพระพุทธชินราช พระพุทธรูปสำริดลงรักปิดทอง ปางมารวิชัย ประดิษฐานอยู่ในพระวิหารด้านทิศตะวันตก ไม่ใช่ภายในพระอุโบสถ
พระบรมสารีริกธาตุอยู่ที่ใด?พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ภายในพระเจดีย์น้อย ซึ่งอยู่ในคูหาบริเวณส่วนยอดของพระปรางค์ประธาน ผู้มาเยือนจึงสักการะผ่านองค์พระปรางค์เป็นหลัก
จิตรกรรมในพระวิหารพระพุทธชินราชเป็นเรื่องอะไร?หัวข้อสำคัญประกอบด้วยเทพชุมนุม พระเวสสันดรหรือเวสสันดรชาดก และเรื่องพุทธประวัติ แต่ไม่ควรสรุปว่าภาพทุกส่วนเขียนขึ้นในเวลาเดียวกัน เนื่องจากพระวิหารได้รับการบูรณะหลายยุค
บานประตูประดับมุกสร้างเมื่อใด?หลักฐานระบุว่าสร้างขึ้นใน พ.ศ. 2299 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศในสมัยอยุธยาตอนปลาย
พระพุทธชินสีห์และพระศรีศาสดาองค์เดิมยังอยู่ที่วัดใหญ่หรือไม่?องค์ดั้งเดิมทั้งสองได้รับการอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานครแล้ว พระพุทธชินสีห์เป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ ส่วนพระศรีศาสดาประดิษฐานอยู่ในพระวิหารพระศาสดา
สรุป
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร หรือวัดใหญ่ จังหวัดพิษณุโลก มีคุณค่ามากกว่าการเป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธชินราช เพราะพื้นที่ทั้งวัดประกอบขึ้นจากศูนย์กลางศักดิ์สิทธิ์หลายระดับ
พระพุทธชินราชเป็นศูนย์กลางของการสักการะและเป็นตัวแทนความงามของพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย พระปรางค์ประธานเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเป็นหัวใจของวัดมหาธาตุ จิตรกรรมฝาผนังทำหน้าที่เล่าเรื่องพระเวสสันดร พุทธประวัติ และภาพเทพชุมนุม ขณะที่บานประตูประดับมุก พระอัฏฐารส พระเหลือ วิหารพระเจ้าเข้านิพพาน จารึก และสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ เป็นหลักฐานแสดงความต่อเนื่องของงานช่าง ศรัทธา และการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาตลอดหลายศตวรรษ
การเที่ยวชมวัดใหญ่อย่างมีความหมายจึงควรใช้ทั้งสายตาของผู้ศรัทธาและสายตาของผู้ศึกษา คือกราบพระด้วยความเคารพ พร้อมสังเกตว่าวัสดุ รูปแบบศิลปกรรม ผังอาคาร และจารึกแต่ละชิ้นกำลังบอกเล่าเรื่องราวของเมืองพิษณุโลกและสังคมไทยในแต่ละยุคอย่างไร เมื่อมองเห็นความเชื่อมโยงเหล่านี้ วัดใหญ่จะไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ แต่จะกลายเป็นห้องเรียนประวัติศาสตร์และพุทธศิลป์ที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน