> ## Content Index
> Fetch the complete content index at: https://www.onepra.com/llms.txt
> Use this file to discover other available public pages before exploring further.

# ประวัติหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์: จากเส้นทางชีวิตสู่การเป็นพระเกจิที่คนศรัทธา
- URL: https://www.onepra.com/luang-pu-thian-wat-bot-pathum-thani-history/
- Published: 2026-10-03T18:29:31.000Z
- Updated: 2026-10-03T18:29:31.000Z
- Description: ประวัติหลวงปู่เทียน ปุบฺผธมฺโม หรือพระครูบวรธรรมกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ปทุมธานี ผู้มีบทบาทต่อคณะสงฆ์ การศึกษา และชุมชน พร้อมแยกข้อเท็จจริงออกจากเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับวัตถุมงคล
- Author: Onepra
- Tags: พระเกจิอาจารย์

หลวงปู่เทียน ปุบฺผธมฺโม หรือพระครูบวรธรรมกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ จังหวัดปทุมธานี เป็นพระเถระที่มีบทบาทสำคัญต่อทั้งพระพุทธศาสนา การศึกษาของคณะสงฆ์ และการพัฒนาชุมชนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ชื่อของท่านเป็นที่รู้จักในฐานะพระเกจิสายรามัญหรือสายมอญ ขณะเดียวกันก็ผูกพันกับประวัติของสถานศึกษาและกิจการสาธารณประโยชน์หลายแห่งในจังหวัดปทุมธานี 

เมื่อกล่าวถึงหลวงปู่เทียน คนจำนวนมากอาจนึกถึงเหรียญรูปเหมือน พ.ศ. 2490 พระผง เสื้อยันต์ ผ้าประเจียด และวัตถุมงคลประเภทต่าง ๆ แต่ชีวประวัติของท่านมีความหมายกว้างกว่านั้น เพราะสะท้อนบทบาทของวัดในสังคมไทยยุคก่อน ทั้งในฐานะศูนย์การศึกษา สถานที่ถ่ายทอดภาษาและวัฒนธรรม ตลอดจนศูนย์รวมความร่วมมือระหว่างพระสงฆ์ ข้าราชการ และประชาชน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลชีวประวัติหลวงปู่เทียนส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่รวบรวมภายหลัง และบางประเด็นมีรายละเอียดแตกต่างกัน เช่น การสะกดนามสกุล ฉายาทางพระ และปีที่ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส บทความนี้จึงนำเสนอทั้งข้อมูลที่สอดคล้องกัน ข้อแตกต่างระหว่างแหล่งข้อมูล และเรื่องความเชื่อที่ควรพิจารณาแยกจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/09/--------------------------------------------------------------1.jpg)

**หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ คือใคร**

หลวงปู่เทียนมีราชทินนามว่า **พระครูบวรธรรมกิจ** เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ในเอกสารเก่าพบชื่อวัดว่า “วัดโบสถ์เชียงราก” ส่วนหน่วยงานราชการและคนในปัจจุบันนิยมเรียกว่า “วัดโบสถ์ หลวงปู่เทียน” แสดงให้เห็นว่าความทรงจำเกี่ยวกับท่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์วัดอย่างชัดเจน 

ข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุว่า วัดโบสถ์ตั้งอยู่บริเวณหมู่ 5 บ้านโบสถ์ ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านกลาง และมีประวัติการสร้างย้อนไปถึง พ.ศ. 2164 โดยชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองหงสาวดี วัดแห่งนี้จึงอยู่ท่ามกลางบริบทของชุมชนมอญเก่าแก่ ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมภาษา อักษร และวัฒนธรรมรามัญจึงปรากฏอย่างเด่นชัดในเส้นทางการศึกษาของหลวงปู่เทียน 

คำว่า “พระเกจิ” ที่คนทั่วไปใช้เรียกท่านไม่ใช่สมณศักดิ์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำยกย่องพระภิกษุที่ได้รับความเคารพจากประชาชน มักมีความรู้ด้านพระธรรมวินัย การปฏิบัติกรรมฐาน อักขระ หรือพิธีกรรมตามขนบท้องถิ่น สำหรับหลวงปู่เทียน ความศรัทธานี้เกิดจากหลายองค์ประกอบร่วมกัน ทั้งความเป็นพระเถระผู้ครองสมณเพศยาวนาน บทบาทด้านการปกครองคณะสงฆ์ งานการศึกษา การสงเคราะห์ชุมชน และวัตถุมงคลที่เกี่ยวข้องกับชื่อของท่าน

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/09/--------------------------------------------------------------1-1.jpg)

**ชาติกำเนิดในชุมชนมอญสามโคก**

หลวงปู่เทียนมีนามเดิมว่า **เทียน** เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2419 ตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 12 ปีชวด ที่บ้านปากคลอง ตำบลกระแชงมอญ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เป็นบุตรของนายน้อยและนางเล็ก มีพี่น้องรวม 8 คน และท่านเป็นบุตรคนที่ 3 

การสะกดนามสกุลของครอบครัวมีความแตกต่างกันในเอกสารสมัยหลัง แหล่งข้อมูลของโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีสะกดว่า “ดุลยกนิษฐ์” ขณะที่บทความของมติชนสุดสัปดาห์สะกดว่า “ตุลยกนิษฐ์” จึงยังไม่ควรตัดสินว่ารูปใดเป็นการสะกดดั้งเดิม หากไม่มีทะเบียนหรือเอกสารประจำตัวร่วมสมัยมาใช้ตรวจสอบเพิ่มเติม 

การเกิดและเติบโตในพื้นที่สามโคกมีความสำคัญต่อเส้นทางชีวิตของท่านอย่างมาก สามโคกเป็นชุมชนที่สืบทอดวัฒนธรรมมอญมาอย่างยาวนาน วัดจึงไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะประกอบศาสนพิธี แต่ยังเป็นสถานที่เรียนภาษา อักษร ประเพณี และความรู้พื้นฐานของคนในชุมชน การที่หลวงปู่เทียนได้เรียนภาษามอญตั้งแต่วัยเด็กจึงสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น

**การศึกษาและชีวิตก่อนเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์**

เมื่อมีอายุประมาณ 11 ปี เด็กชายเทียนเริ่มศึกษาภาษามอญกับพระอธิการที่วัดชัยสิทธาวาสหรือวัดชัยสิทธาวาทในอำเภอสามโคก ต่อมาจึงย้ายมาอยู่ที่วัดโบสถ์ และศึกษาต่อกับพระอธิการนวลหรืออาจารย์นวน โดยเรียนทั้งหนังสือไทย ภาษามอญ และวิชาคำนวณพื้นฐาน กระทั่งสามารถอ่านเขียนและคิดเลขได้คล่อง 

เมื่ออายุประมาณ 14 ปี ท่านเดินทางเข้ากรุงเทพฯ และเข้าเรียนที่วัดมหาพฤฒาราม แหล่งข้อมูลท้องถิ่นบางแห่งสะกดชื่อวัดแตกต่างออกไปเล็กน้อย แต่สาระที่ตรงกันคือท่านเคยได้รับการศึกษาในกรุงเทพฯ ก่อนเข้าสู่ชีวิตราชการช่วงสั้น ๆ 

เมื่ออายุประมาณ 18 ปี ท่านเข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กอยู่ประมาณหนึ่งปี ก่อนเปลี่ยนไปทำงานเป็นเสมียนกับอธิบดีศาลอุทธรณ์อีกประมาณหนึ่งปี ประสบการณ์ดังกล่าวน่าจะทำให้ท่านคุ้นเคยกับระบบงานเอกสาร ระเบียบราชการ และการติดต่อกับผู้คนหลายระดับ ซึ่งอาจเป็นพื้นฐานสำคัญเมื่อภายหลังต้องรับผิดชอบงานบริหารวัด การปกครองคณะสงฆ์ และโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์ อย่างไรก็ดี รายละเอียดช่วงรับราชการนี้มาจากชีวประวัติที่เรียบเรียงภายหลัง และจากการตรวจสอบครั้งนี้ยังไม่พบแฟ้มราชการร่วมสมัยที่เปิดเผยทางออนไลน์มาช่วยยืนยันเพิ่มเติม 

**การอุปสมบทและการศึกษาพระธรรม**

เมื่อมีอายุประมาณ 20 ปี หลวงปู่เทียนลาออกจากราชการและกลับจังหวัดปทุมธานี จากนั้นอุปสมบทที่วัดบางนา อำเภอสามโคก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2439 โดยมีพระเถระผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีเป็นพระอุปัชฌาย์ 

ชื่อของพระอุปัชฌาย์ปรากฏต่างกันในเอกสารสมัยหลัง แหล่งข้อมูลท้องถิ่นใช้ชื่อว่า “พระรามัญมหาเถระ” ขณะที่มติชนสุดสัปดาห์ระบุว่า “พระรามัญราชมุนี” ส่วนฉายาของหลวงปู่เทียนพบการเขียนทั้ง “ปุบฺผธมฺโม” และ “ปุปผธัมโม” ความแตกต่างเหล่านี้อาจเกิดจากการถอดเสียงภาษาบาลีและการเรียบเรียงข้อมูลคนละช่วงเวลา จึงควรรักษารูปสะกดตามต้นทางเมื่อกล่าวถึงเอกสารแต่ละฉบับ 

ภายหลังอุปสมบท ท่านมาจำพรรษาที่วัดโบสถ์และศึกษาภาษาบาลีกับภาษามอญต่อจากพระอุปัชฌาย์ ความรู้ด้านภาษามอญที่สั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็กน่าจะช่วยให้ท่านสามารถอ่านตำราและอักขระตามขนบของพระสงฆ์รามัญได้ แหล่งข้อมูลสายพระเครื่องยังกล่าวถึงการศึกษาอักขระและวิทยาคม แต่รายละเอียดส่วนนี้ยังไม่มีเอกสารการเรียนหรือคัมภีร์ที่ระบุลำดับวิชาอย่างชัดเจน จึงควรรับทราบในฐานะประวัติที่เล่าผ่านศิษยานุศิษย์และสื่อรุ่นหลัง 

**จากพระภิกษุหนุ่มสู่เจ้าอาวาสวัดโบสถ์**

หลังจากอุปสมบทและศึกษากับพระอุปัชฌาย์หลายพรรษา หลวงปู่เทียนได้รับมอบหมายให้ดูแลวัดโบสถ์ ก่อนพัฒนาบทบาทขึ้นเป็นเจ้าอาวาสและพระสังฆาธิการที่มีความสำคัญในจังหวัดปทุมธานี อย่างไรก็ตาม ปีที่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเป็นหนึ่งในประเด็นที่แหล่งข้อมูลระบุไม่ตรงกัน

**ปีแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสที่ยังมีข้อมูลแตกต่างกัน**

ชีวประวัติที่เผยแพร่ในเว็บไซต์โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีระบุว่า หลวงปู่เทียนได้รับแต่งตั้งเป็นพระอธิการวัดโบสถ์เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2445 หลังจำพรรษาที่วัดประมาณ 6 พรรษา ขณะที่บทความของมติชนสุดสัปดาห์ระบุปี พ.ศ. 2448 และกล่าวว่าท่านรับตำแหน่งต่อจากพระอธิการนวล 

จากข้อมูลออนไลน์ที่ตรวจสอบได้ในปัจจุบัน ยังไม่พบคำสั่งแต่งตั้งฉบับร่วมสมัยที่จะใช้ชี้ขาดว่าปีใดถูกต้อง จึงควรระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า **ปีเริ่มดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสยังมีข้อมูลสองกระแส คือ พ.ศ. 2445 และ พ.ศ. 2448** สิ่งที่ยืนยันได้มากกว่าคือ ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโบสถ์เป็นเวลายาวนาน และในประกาศราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2481 ปรากฏชื่อ “พระครูเทียน วัดโบสถ์เชียงราก จังหวัดปทุมธานี” ในการพระราชทานราชทินนามว่า “พระครูบวรธรรมกิจ” 

การแสดงข้อแตกต่างนี้ไม่ได้ทำให้คุณค่าของชีวประวัติลดลง ตรงกันข้าม กลับช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการศึกษาประวัติพระเกจิที่มีชีวิตอยู่เมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน จำเป็นต้องพิจารณาทั้งเอกสารราชการ ประวัติวัด ความทรงจำของชุมชน และงานเขียนรุ่นหลังประกอบกัน

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/09/--------------------------------------------------------------2.jpg)

**สมณศักดิ์และบทบาทในการปกครองคณะสงฆ์**

หลังจากรับหน้าที่บริหารวัด หลวงปู่เทียนได้รับมอบหมายงานด้านคณะสงฆ์ตามลำดับ ชีวประวัติท้องถิ่นบันทึกเส้นทางสำคัญไว้ดังนี้

- พ.ศ. 2457 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลบ้านกลาง
- พ.ศ. 2469 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
- พ.ศ. 2477 ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูกรรมการศึกษา
- พ.ศ. 2481 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ในราชทินนาม “พระครูบวรธรรมกิจ”
- พ.ศ. 2502 ได้รับพระราชทานพัดยศพิเศษ จ.ป.ร. ตามข้อมูลชีวประวัติท้องถิ่น
- พ.ศ. 2506 ได้รับการเลื่อนเป็นพระครูชั้นเอกในราชทินนามเดิม

ลำดับดังกล่าวสอดคล้องกันในสาระสำคัญระหว่างชีวประวัติท้องถิ่นกับสื่อสายพระเครื่อง โดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าคณะตำบล พระอุปัชฌาย์ และราชทินนามพระครูบวรธรรมกิจ ส่วนประกาศราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2481 เป็นหลักฐานทางราชการที่ช่วยยืนยันการได้รับราชทินนามของท่าน 

ตำแหน่งเหล่านี้สะท้อนว่าหลวงปู่เทียนไม่ได้มีบทบาทเฉพาะภายในวัดโบสถ์ การเป็นเจ้าคณะตำบลหมายถึงการรับผิดชอบดูแลกิจการคณะสงฆ์ในพื้นที่ ขณะที่การเป็นพระอุปัชฌาย์ทำให้ท่านมีหน้าที่สำคัญในการพิจารณาและประกอบพิธีอุปสมบทแก่กุลบุตร ตลอดจนดูแลมาตรฐานพระธรรมวินัยของผู้เข้าสู่สมณเพศ

บทบาทพระครูกรรมการศึกษายังสัมพันธ์โดยตรงกับงานด้านพระปริยัติธรรม ชีวประวัติท้องถิ่นระบุว่าท่านส่งเสริมให้พระภิกษุและสามเณรศึกษาพระธรรมวินัย พร้อมจัดส่งผู้เรียนเข้าสอบนักธรรมเป็นประจำ แสดงให้เห็นว่างานของท่านครอบคลุมทั้งการบริหาร การศึกษา และการสืบต่อศาสนทายาท 

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/09/--------------------------------------------------------------3.jpg)

**ผลงานด้านการศึกษาและสาธารณประโยชน์**

ผลงานที่มีหลักฐานเป็นรูปธรรมที่สุดด้านหนึ่งของหลวงปู่เทียน คือการสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนในจังหวัดปทุมธานี โดยเฉพาะการอนุญาตให้ใช้ที่ดินธรณีสงฆ์ของวัดโบสถ์สำหรับก่อสร้างโรงเรียนสตรีประจำจังหวัด

ประวัติโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีระบุว่า โรงเรียนสตรีปทุมธานีเดิมมีพื้นที่คับแคบอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าหน้าที่การศึกษาจึงขอความอนุเคราะห์จากหลวงปู่เทียน ซึ่งประวัติโรงเรียนเรียกด้วยราชทินนามที่ท่านได้รับในภายหลังว่า “พระครูบวรธรรมกิจ” เพื่อขอใช้ที่ดินวัดทางฝั่งตะวันออก เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2478 พื้นที่ดังกล่าวมีขนาดประมาณ 6 ไร่ 7 ตารางวา 

หลังได้รับที่ดินแล้ว ทางจังหวัดและสำนักงานศึกษาธิการได้ขอทุนก่อสร้างจากสโมสรคณะราษฎร อาคารเรียนไม้สองชั้นจำนวน 10 ห้องเรียนสร้างแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2480 และโรงเรียนเปลี่ยนชื่อจาก “โรงเรียนสตรีปทุมธานี” เป็น “คณะราษฎร์บำรุง 3” ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีในปัจจุบัน 

การให้ใช้ที่ดินวัดกว่า 6 ไร่ไม่ใช่เพียงการบริจาคพื้นที่ แต่เป็นการเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถขยายตัวและรองรับนักเรียนได้มากขึ้น ในช่วงเวลาที่การศึกษาสำหรับเด็กหญิงในต่างจังหวัดยังอยู่ระหว่างการพัฒนา การตัดสินใจของหลวงปู่เทียนจึงมีผลต่อชีวิตของเยาวชนหลายรุ่น และเป็นเหตุผลที่ชุมชนโรงเรียนยังจัดกิจกรรมรำลึกถึงท่านในวันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปีตามประวัติที่โรงเรียนบันทึกไว้ 

ชีวประวัติท้องถิ่นยังระบุว่า ท่านให้การอุปการะแก่โรงเรียนการเรือนหญิง ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นวิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี และสร้างโรงเรียนประชาบาลซึ่งปัจจุบันคือโรงเรียนวัดโบสถ์ (บวรธรรมกิจ) แม้รายละเอียดเกี่ยวกับปีดำเนินการและรูปแบบงบประมาณยังไม่ปรากฏครบถ้วนในแหล่งออนไลน์ แต่ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนภาพของวัดโบสถ์ในฐานะพื้นที่สนับสนุนการศึกษาทั้งทางธรรมและทางโลก 

**เหตุใดหลวงปู่เทียนจึงได้รับการยกย่องเป็นพระเกจิ**

ความเป็นพระเกจิของหลวงปู่เทียนไม่ควรถูกอธิบายผ่านวัตถุมงคลเพียงด้านเดียว หากพิจารณาจากชีวประวัติ จะพบองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อยสี่ประการ

**ความรู้ทางภาษาและวัฒนธรรมรามัญ**

ท่านเรียนภาษามอญตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนศึกษาภาษาบาลีหลังอุปสมบท ความรู้สองด้านนี้ทำให้ท่านสามารถเข้าถึงทั้งพระธรรมคำสอนและมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนมอญ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของจังหวัดปทุมธานี 

**การครองสมณเพศและรับผิดชอบคณะสงฆ์ยาวนาน**

หลวงปู่เทียนอยู่ในสมณเพศประมาณ 70 พรรษา ผ่านงานตั้งแต่การดูแลวัด การเป็นเจ้าคณะตำบล การเป็นพระอุปัชฌาย์ ไปจนถึงงานด้านการศึกษา ความไว้วางใจจากคณะสงฆ์และชุมชนจึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากชื่อเสียงเรื่องอักขระ แต่เกิดจากการทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ 

**การเป็นผู้อุปถัมภ์การศึกษา**

การอนุญาตให้ใช้ที่ดินวัดสร้างโรงเรียนและการสนับสนุนพระปริยัติธรรมเป็นผลงานที่ตรวจสอบได้มากกว่าคำบอกเล่าเรื่องอภินิหาร ผลงานดังกล่าวทำให้ความเคารพที่มีต่อท่านเชื่อมโยงกับคุณูปการต่อคนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม 

**ความทรงจำเกี่ยวกับวัตถุมงคล**

เรื่องวัตถุมงคลทำให้ชื่อของหลวงปู่เทียนแพร่หลายออกไปนอกจังหวัดปทุมธานี โดยเฉพาะในช่วงสงครามอินโดจีนและสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนต้องเผชิญความไม่แน่นอน ความกลัว และการพลัดพราก การแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจกับเครื่องรางจึงเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่พบได้ในหลายพื้นที่

**วัตถุมงคลหลวงปู่เทียนในบริบทประวัติศาสตร์**

ชีวประวัติท้องถิ่นบันทึกว่า ในช่วงสงครามอินโดจีน หลวงปู่เทียนเริ่มจัดสร้างวัตถุมงคลอย่างจริงจัง มีทั้งพระเครื่อง พระผง เสื้อยันต์ ผ้าประเจียด ตะกรุด และลูกประคำ ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีทหารและประชาชนเดินทางมาขอรับวัตถุมงคลจากท่านเป็นจำนวนมาก เรื่องเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำที่ศิษยานุศิษย์และชุมชนถ่ายทอดต่อมา 

วัตถุมงคลที่มีข้อมูลการจัดสร้างค่อนข้างชัดเจนคือ **เหรียญปั๊มรูปเหมือน พ.ศ. 2490** จัดสร้างเป็นที่ระลึกแก่ผู้ร่วมงานผูกพัทธสีมาวัดบ่อเงิน อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เป็นเหรียญทองแดงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณ 2 × 3.5 เซนติเมตร ด้านหน้ามีรูปเหมือนหลวงปู่เทียนและข้อความ “พระครูบวรธรรมกิจ ๒๔๙๐” ด้านหลังเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ พร้อมข้อความเกี่ยวกับงานผูกพัทธสีมาวัดบ่อเงิน 

การระบุวัตถุประสงค์ ปีสร้าง และงานที่เกี่ยวข้องเช่นนี้มีความสำคัญ เพราะช่วยเชื่อมโยงพระเครื่องเข้ากับเหตุการณ์ทางศาสนาและประวัติของวัด ไม่ได้พิจารณาวัตถุมงคลเพียงในฐานะของสะสมหรือสินค้าที่มีราคา

**ความเชื่อเรื่องพุทธคุณควรอ่านอย่างไร**

สื่อสายพระเครื่องและเรื่องเล่าของศิษยานุศิษย์กล่าวถึงความเชื่อด้านความคุ้มครอง เมตตามหานิยม และความปลอดภัยของวัตถุมงคลหลวงปู่เทียน เรื่องเหล่านี้ควรนำเสนอในฐานะ **ความเชื่อของผู้ศรัทธาและความทรงจำของผู้คนในยุคนั้น** ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าวัตถุมงคลสามารถป้องกันอันตรายหรือรับประกันผลใดได้ 

ความหมายที่สามารถเข้าใจได้ในเชิงสังคมคือ วัตถุมงคลทำหน้าที่เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้พกพาระลึกถึงพระรัตนตรัย ครูบาอาจารย์ และหลักการประพฤติดี แต่ไม่ควรใช้แทนความระมัดระวัง การรักษาพยาบาล หรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในชีวิตจริง

**ข้อควรระวังสำหรับผู้สนใจสะสม**

ชื่อเสียงของเหรียญและพระเครื่องหลวงปู่เทียนทำให้มีโอกาสพบวัตถุที่สร้างเลียนแบบ เพิ่มเติมภายหลัง หรือระบุรุ่นคลาดเคลื่อน การพิจารณาจากภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถยืนยันความแท้ได้อย่างน่าเชื่อถือ

ผู้สนใจควรตรวจสอบประวัติการครอบครอง ที่มาจากวัดหรือผู้จัดสร้าง ลักษณะแม่พิมพ์ วัสดุ รอยตัด ขอบเหรียญ ตัวอักษร และความสอดคล้องกับวัตถุที่มีหลักฐานเดิม พร้อมขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งคน ไม่ควรตัดสินจากราคา คำโฆษณา หรือคำรับรองของผู้ขายฝ่ายเดียว

**มรณภาพและความทรงจำที่ยังสืบต่อ**

ชีวประวัติท้องถิ่นระบุว่า หลวงปู่เทียนมรณภาพอย่างสงบเมื่อวันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 เวลา 02.00 น. มีอายุ 89 ปีเศษ และครองสมณเพศประมาณ 70 พรรษา ขณะที่สื่อบางแห่งสรุปสิริอายุเป็น 90 ปี ซึ่งน่าจะเป็นการนับอายุเต็มตามปีเกิดและปีมรณภาพโดยไม่ลงรายละเอียดเดือนและวัน 

แม้หลวงปู่เทียนจะมรณภาพมานานแล้ว ชื่อของท่านยังคงอยู่ในชื่อสถานที่และสถาบันต่าง ๆ ทั้งวัดโบสถ์ที่คนทั่วไปเรียกว่า “วัดโบสถ์ หลวงปู่เทียน” โรงเรียนวัดโบสถ์ (บวรธรรมกิจ) และความทรงจำของโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานียังคงเผยแพร่วัดโบสถ์ หลวงปู่เทียน ในฐานะสถานที่สำคัญด้านการท่องเที่ยวสายบุญของจังหวัด 

มรดกของท่านจึงไม่ได้จำกัดอยู่ในพระเครื่องหรือรูปหล่อ แต่ปรากฏอยู่ในโครงสร้างทางสังคม การศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชน การศึกษาชีวิตหลวงปู่เทียนอย่างรอบด้านช่วยให้เห็นภาพพระเกจิในฐานะพระผู้นำท้องถิ่น ไม่ใช่เพียงบุคคลในเรื่องเล่าเกี่ยวกับความขลังเท่านั้น

**สิ่งที่คนรุ่นหลังเรียนรู้ได้จากชีวิตหลวงปู่เทียน**

ประการแรก ชีวิตของหลวงปู่เทียนสะท้อนคุณค่าของการศึกษา ท่านเริ่มเรียนจากวัดในชุมชนมอญ เดินทางไปศึกษาต่อในกรุงเทพฯ มีประสบการณ์ราชการ ก่อนกลับเข้าสู่สมณเพศ ความรู้ที่ได้รับจึงไม่ได้หยุดอยู่กับตนเอง แต่ถูกนำมาใช้บริหารวัด ส่งเสริมการศึกษาพระภิกษุสามเณร และเปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้รับการศึกษา

ประการที่สอง ความศรัทธาที่ยั่งยืนมักเกิดจากผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้ การมอบพื้นที่วัดเพื่อสร้างโรงเรียนส่งผลต่อผู้คนหลายชั่วอายุ ขณะที่ตำแหน่งพระอุปัชฌาย์และเจ้าคณะตำบลทำให้ท่านมีบทบาทในการดูแลพระศาสนาอย่างเป็นระบบ

ประการสุดท้าย การศึกษาประวัติพระเกจิควรใช้วิจารณญาณ ความเคารพไม่จำเป็นต้องมาพร้อมการยอมรับเรื่องเล่าทุกเรื่องว่าเป็นข้อเท็จจริง ผู้อ่านสามารถเห็นคุณค่าของศรัทธาและวัฒนธรรม พร้อมกับตรวจสอบที่มา แยกหลักฐานร่วมสมัยออกจากคำบอกเล่า และยอมรับว่าบางประเด็นยังไม่มีข้อมูลเพียงพอจะสรุปอย่างเด็ดขาด

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/09/-----------------------------------------------------------------.jpg)

**บทสรุป**

หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ หรือพระครูบวรธรรมกิจ เป็นพระเถระสำคัญของจังหวัดปทุมธานี ผู้เติบโตจากชุมชนมอญสามโคก ศึกษาทั้งภาษามอญ ภาษาไทย และภาษาบาลี ก่อนดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ เจ้าคณะตำบล พระอุปัชฌาย์ และพระครูผู้รับผิดชอบงานด้านการศึกษา

เหตุผลที่ท่านได้รับความศรัทธาไม่ได้มีเพียงเรื่องวัตถุมงคล แต่ครอบคลุมถึงการดูแลพระศาสนา การสร้างโอกาสทางการศึกษา และการใช้ทรัพยากรของวัดเพื่อประโยชน์ของชุมชน โดยเฉพาะการอนุญาตให้ใช้ที่ดินกว่า 6 ไร่สร้างโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดปทุมธานี

ส่วนเรื่องพุทธคุณ อภินิหาร และความคุ้มครองจากวัตถุมงคลควรเข้าใจว่าเป็นความเชื่อที่สืบทอดในหมู่ศิษยานุศิษย์ ยังไม่ใช่หลักฐานที่ใช้รับรองผลเหนือธรรมชาติได้ การมองหลวงปู่เทียนอย่างรอบด้านจึงควรให้ความสำคัญทั้งต่อศรัทธาของชุมชนและผลงานสาธารณประโยชน์ที่มีหลักฐานปรากฏอยู่จริง

**คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลวงปู่เทียน วัดโบสถ์**

**หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ มีสมณศักดิ์ว่าอะไร**

หลวงปู่เทียนได้รับพระราชทินนามว่า **พระครูบวรธรรมกิจ** ประกาศราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2481 ระบุชื่อพระครูเทียนแห่งวัดโบสถ์เชียงราก จังหวัดปทุมธานี ว่าได้รับราชทินนามดังกล่าว ต่อมาชีวประวัติท้องถิ่นระบุว่าท่านได้รับเลื่อนเป็นพระครูชั้นเอกใน พ.ศ. 2506 โดยคงราชทินนามเดิม 

**หลวงปู่เทียนเกิดและมรณภาพเมื่อใด**

ท่านเกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2419 ที่บ้านปากคลอง ตำบลกระแชงมอญ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และมรณภาพเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2509 เวลา 02.00 น. อายุ 89 ปีเศษ บางแหล่งสรุปเป็น 90 ปี และระบุว่าท่านครองสมณเพศประมาณ 70 พรรษา 

**ฉายาทางพระของหลวงปู่เทียนสะกดอย่างไร**

แหล่งข้อมูลท้องถิ่นสะกดว่า “ปุบฺผธมฺโม” ขณะที่สื่อบางแห่งใช้ “ปุปผธัมโม” หรือรูปสะกดใกล้เคียงกัน ความแตกต่างนี้เกิดจากการถอดอักษรบาลีเป็นภาษาไทยในเอกสารคนละสมัย บทความหรือฐานข้อมูลควรเลือกใช้รูปใดรูปหนึ่งให้สม่ำเสมอ และระบุรูปสะกดอื่นไว้เพื่อช่วยให้ผู้อ่านค้นหาข้อมูลได้ครบถ้วน 

**หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ เป็นองค์เดียวกับหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ หรือไม่**

ไม่ใช่บุคคลเดียวกัน หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ คือพระครูบวรธรรมกิจแห่งจังหวัดปทุมธานี เกิด พ.ศ. 2419 ส่วนหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ เป็นพระวิปัสสนาจารย์ผู้เผยแพร่การเจริญสติแบบเคลื่อนไหว เกิดวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2454 ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย และมีความเกี่ยวข้องกับวัดสนามใน จังหวัดนนทบุรี 

**หลวงปู่เทียนได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ปีใด**

แหล่งข้อมูลยังระบุไม่ตรงกัน ชีวประวัติท้องถิ่นระบุวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2445 ขณะที่มติชนสุดสัปดาห์ระบุ พ.ศ. 2448 จากการตรวจสอบครั้งนี้ยังไม่พบคำสั่งแต่งตั้งร่วมสมัยที่ใช้ตัดสินข้อแตกต่าง จึงควรระบุทั้งสองข้อมูลแทนการเลือกปีใดปีหนึ่งโดยไม่มีหลักฐานเพิ่มเติม 

**วัตถุมงคลหลวงปู่เทียนรุ่นใดมีข้อมูลการสร้างชัดเจน**

รุ่นที่มีข้อมูลเผยแพร่ค่อนข้างชัดเจนคือเหรียญปั๊มรูปเหมือน พ.ศ. 2490 ซึ่งสร้างเป็นที่ระลึกในงานผูกพัทธสีมาวัดบ่อเงิน อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าถึงพระผง เสื้อยันต์ ผ้าประเจียด และตะกรุดที่สร้างในช่วงสงคราม แต่การแยกรุ่นและยืนยันความแท้ต้องพิจารณาหลักฐานเฉพาะของวัตถุแต่ละชิ้น 

**สามารถตรวจสอบพระเครื่องหลวงปู่เทียนจากภาพถ่ายได้หรือไม่**

ภาพถ่ายใช้ตรวจสอบลักษณะเบื้องต้นได้ แต่ไม่เพียงพอสำหรับยืนยันความแท้ ต้องพิจารณาวัสดุ ขนาด น้ำหนัก แม่พิมพ์ ขอบ รอยตัด ตัวอักษร ผิวตามธรรมชาติ ประวัติการครอบครอง และเอกสารที่มาประกอบกัน ควรขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย โดยเฉพาะวัตถุที่มีมูลค่าสูงหรือไม่มีประวัติการได้มาชัดเจน

**แหล่งข้อมูลอ้างอิง**

- ครูจีรพันธ์ สมประสงค์, “หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ ปทุมธานี” เว็บไซต์โรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานี
- ประวัติโรงเรียนคณะราษฎร์บำรุงปทุมธานีและการขอใช้ที่ดินวัดโบสถ์เชียงราก
- ราชกิจจานุเบกษา พ.ศ. 2481 รายการพระราชทานราชทินนาม “พระครูบวรธรรมกิจ”
- มติชนสุดสัปดาห์, “เหรียญปั๊มรูปเหมือน หลวงปู่เทียน วัดโบสถ์ พระเกจิดังชาวรามัญ” เผยแพร่วันที่ 6 พฤษภาคม 2561
- การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, ข้อมูลประวัติวัดโบสถ์ จังหวัดปทุมธานี
- สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดปทุมธานี, “วัดโบสถ์ หลวงปู่เทียน”
- วัดสนามใน, ประวัติหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ใช้สำหรับแยกบุคคลที่มีชื่อใกล้เคียงกัน