> ## Content Index
> Fetch the complete content index at: https://www.onepra.com/llms.txt
> Use this file to discover other available public pages before exploring further.

# สายวิชาและครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อสด จนฺทสโร วัดปากน้ำภาษีเจริญ: ใครคือผู้ถ่ายทอดและใครคือผู้สืบต่อ
- URL: https://www.onepra.com/luang-phor-sod-lineage-teachers-successors/
- Published: 2026-08-12T12:52:19.000Z
- Updated: 2026-08-25T16:13:05.000Z
- Description: เจาะลึกสายวิชาและครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อสด จนฺทสโร ตั้งแต่พระอาจารย์โหน่ง หลวงพ่อเนียม และสำนักกรรมฐานวัดราชสิทธาราม ไปจนถึงผู้สืบต่อสายวัดปากน้ำ วัดพระธรรมกาย และวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
- Author: Onepra
- Tags: พระเกจิกรุงเทพฯ และปริมณฑล, พระเกจิอาจารย์

**สายวิชาและครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อสด จนฺทสโร วัดปากน้ำภาษีเจริญ: ใครคือผู้ถ่ายทอดและใครคือผู้สืบต่อ**

พระมงคลเทพมุนี หรือ **หลวงพ่อสด จนฺทสโร วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ** เป็นพระกรรมฐานคนสำคัญของสังคมไทยในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ชื่อของท่านสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับการปฏิบัติที่เรียกว่า “วิชชาธรรมกาย” หรือการภาวนา “สัมมาอะระหัง” ซึ่งต่อมาแพร่หลายผ่านวัดปากน้ำและสำนักปฏิบัติธรรมหลายแห่งทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

คำถามที่มักเกิดขึ้นคือ หลวงพ่อสดเรียนกรรมฐานจากใคร ใครเป็นผู้ถ่ายทอดวิชชาธรรมกายให้แก่ท่าน และหลังจากท่านมรณภาพแล้ว ใครคือผู้สืบทอดอย่างแท้จริง

คำตอบของเรื่องนี้ไม่ใช่รายชื่อบุคคลเพียงคนเดียว เพราะชีวิตทางธรรมของหลวงพ่อสดเชื่อมโยงกับครูกรรมฐานหลายสำนัก ขณะที่การสืบต่อหลังท่านมรณภาพก็เกิดขึ้นหลายลักษณะ ทั้งการสืบตำแหน่งเจ้าอาวาส การรักษาสำนักวัดปากน้ำ การถ่ายทอดกรรมฐาน และการก่อตั้งวัดหรือองค์กรใหม่

ดังนั้น การทำความเข้าใจสายวิชาของหลวงพ่อสดจึงต้องแยกให้ชัดว่า ใครเป็นพระอุปัชฌาย์ ใครเป็นครูกรรมฐาน ใครมีอิทธิพลต่อรูปแบบการปฏิบัติ และใครเป็นผู้สืบงานในแต่ละด้าน

**ก่อนศึกษาสายวิชา ต้องแยก “ครูอุปสมบท” ออกจาก “ครูกรรมฐาน”**

ความสับสนประการแรกเกิดจากการนำรายชื่อพระอาจารย์ในพิธีอุปสมบทมารวมกับรายชื่อผู้สอนกรรมฐาน ทั้งที่เป็นคนละสถานะกัน

พระอุปัชฌาย์ พระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุสาวนาจารย์ มีหน้าที่ดำเนินการอุปสมบทให้ถูกต้องตามพระวินัย ส่วนครูกรรมฐานคือผู้แนะนำวิธีเจริญสมถะและวิปัสสนา การที่พระรูปหนึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์จึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นผู้ถ่ายทอดกรรมฐานทั้งหมดให้แก่พระภิกษุผู้บวชใหม่เสมอไป

ในทำนองเดียวกัน ผู้ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงพ่อสด ย่อมเป็นผู้สืบตำแหน่งทางการปกครอง แต่ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจะเป็นผู้รับวิชชาธรรมกายเพียงคนเดียว

เมื่อแยกบทบาทเหล่านี้ออกจากกัน จะเห็นว่าสายของหลวงพ่อสดเป็นเครือข่ายการเรียนรู้และการสืบทอดที่มีหลายระดับ มากกว่าจะเป็นสายตรงแบบอาจารย์หนึ่งคนมอบวิชาทั้งหมดให้แก่ศิษย์หนึ่งคน

**สายอุปสมบทของหลวงพ่อสด จนฺทสโร**

หลวงพ่อสดมีนามเดิมว่า **สด มีแก้วน้อย** เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2427 ที่อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย โดยท่านเคยทำการค้าข้าวก่อนตัดสินใจสละชีวิตฆราวาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

ท่านอุปสมบทในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2449 ที่วัดสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี ขณะมีอายุย่างเข้า 22 ปี และได้รับฉายาว่า “จนฺทสโร” โดยมีพระอาจารย์สำคัญในพิธีอุปสมบท ได้แก่ พระอาจารย์ดี วัดประตูศาล เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูวินยานุโยค หรือพระอาจารย์เหนี่ยง อินฺทโชโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

บุคคลทั้งสามรูปนี้จึงเป็นครูในสายอุปสมบทของหลวงพ่อสดอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ในจำนวนนี้พระอาจารย์โหน่งยังมีบทบาทเป็นครูกรรมฐานของท่านด้วย จึงเป็นกรณีที่สายอุปสมบทและสายการปฏิบัติมาบรรจบกัน

**ครูกรรมฐานที่หลวงพ่อสดระบุไว้ด้วยตนเอง**

หลักฐานสำคัญที่สุดในการตรวจสอบรายชื่อครูกรรมฐาน คืออัตตชีวประวัติที่หลวงพ่อสดบันทึกเรื่องราวของตนเองไว้ ในบันทึกดังกล่าว ท่านกล่าวถึงครูกรรมฐานตามลำดับจำนวนห้ารูป ได้แก่ พระอาจารย์โหน่ง หลวงพ่อเนียม วัดน้อย เจ้าคุณพระสังวรานุวงศ์ หรืออาจารย์เอี่ยม วัดราชสิทธาราม พระครูญาณวิรัติ หรือพระครูญาณวิรัติ โป๊ วัดพระเชตุพน และพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ

ชีวประวัติที่เรียบเรียงในภายหลังบางฉบับขยายรายชื่อครูและสถานที่ศึกษาของหลวงพ่อสดออกไปมากกว่านี้ แต่รายชื่อห้ารูปข้างต้นมีน้ำหนักเป็นพิเศษ เพราะปรากฏอยู่ในคำบอกเล่าของท่านเองโดยตรง

การเขียนประวัติสายวิชาอย่างระมัดระวังจึงควรใช้ครูทั้งห้ารูปเป็นรายชื่อแกนกลาง ส่วนพระอาจารย์หรือสำนักอื่นที่ปรากฏในเอกสารรุ่นหลังควรนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบ พร้อมระบุแหล่งที่มาอย่างชัดเจน

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/IMG_7302.jpeg)

**พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ: ครูกรรมฐานลำดับแรก**

พระอาจารย์โหน่ง อินฺทสุวณฺโณ มีความสำคัญต่อหลวงพ่อสดสองสถานะ คือเป็นพระอนุสาวนาจารย์ในพิธีอุปสมบท และเป็นครูกรรมฐานลำดับแรกที่หลวงพ่อสดกล่าวถึง

งานศึกษาสายกรรมฐานระบุว่าพระอาจารย์โหน่ง หรือหลวงพ่อโหน่ง มีความสัมพันธ์กับวัดอัมพวันหรือวัดคลองมะดันในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเนียม วัดน้อย เครือข่ายนี้จึงเป็นวงการครูกรรมฐานภาคกลางที่บุคคลหลายรุ่นเรียนรู้ข้ามสำนักและแนะนำศิษย์ให้ไปศึกษาต่อกับครูที่ตนเคารพ 

ความสัมพันธ์ดังกล่าวช่วยอธิบายว่า เหตุใดหลังจากเรียนกับพระอาจารย์โหน่งแล้ว หลวงพ่อสดจึงเดินทางไปศึกษาต่อกับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ซึ่งเป็นครูของพระอาจารย์โหน่งอีกทอดหนึ่ง

สิ่งที่ควรระวังคือ แม้พระอาจารย์โหน่งจะเป็นครูกรรมฐานคนสำคัญ แต่เอกสารไม่ได้ระบุว่าท่านถ่ายทอดวิชชาธรรมกายทั้งระบบในรูปแบบที่ปรากฏภายหลังที่วัดปากน้ำ พระอาจารย์โหน่งจึงควรได้รับการมองว่าเป็นผู้วางพื้นฐานและเชื่อมหลวงพ่อสดเข้าสู่เครือข่ายกรรมฐานของจังหวัดสุพรรณบุรี

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/IMG_7303.jpeg)

**หลวงพ่อเนียม วัดน้อย: ครูผู้วางพื้นฐานกรรมฐานภาคกลาง**

หลวงพ่อเนียม วัดน้อย จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นครูกรรมฐานลำดับที่สองที่หลวงพ่อสดระบุไว้ ท่านเดินทางไปศึกษากับหลวงพ่อเนียมตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตสมณะ สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจด้านภาวนาเริ่มขึ้นแทบจะพร้อมกับการอุปสมบท ไม่ได้เกิดขึ้นหลังจากศึกษาพระปริยัติเป็นเวลานานแล้วเท่านั้น 

งานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการของกรรมฐานสัมมาอะระหังเสนอว่า คำสอนของหลวงพ่อเนียมและพระอาจารย์โหน่งมีองค์ประกอบบางประการที่สัมพันธ์กับระบบของหลวงพ่อสด เช่น การพิจารณากาย การกล่าวถึงกายภายใน และการอธิบายลำดับสภาวะทางจิต อย่างไรก็ตาม ระบบของหลวงพ่อสดมีการจัดลำดับและขยายรายละเอียดออกไปอย่างเป็นเอกลักษณ์ จึงไม่ควรสรุปว่าท่านนำคำสอนของหลวงพ่อเนียมมาใช้โดยไม่มีการปรับเปลี่ยน 

ในทางประวัติศาสตร์ หลวงพ่อเนียมจึงเป็นครูผู้มีอิทธิพลต่อพื้นฐานความเข้าใจด้านกรรมฐานของหลวงพ่อสด แต่ไม่ใช่ผู้ถ่ายทอดวิชชาธรรมกายฉบับสมบูรณ์ตามที่วัดปากน้ำสอนในเวลาต่อมา

**เจ้าคุณพระสังวรานุวงศ์ วัดราชสิทธาราม: ความเชื่อมโยงกับกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ**

ครูกรรมฐานลำดับที่สามที่หลวงพ่อสดกล่าวถึงคือ **เจ้าคุณพระสังวรานุวงศ์ หรืออาจารย์เอี่ยม แห่งวัดราชสิทธาราม** ซึ่งเป็นวัดกรรมฐานเก่าแก่ของฝั่งธนบุรี

วัดราชสิทธาราม หรือวัดพลับ เป็นศูนย์กลางของกรรมฐานที่เรียกว่า “กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ” มีสายความทรงจำเชื่อมโยงกับสมเด็จพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน และครูกรรมฐานหลายรุ่น ภายในระบบดังกล่าวมีการฝึกเป็นลำดับจากสมาธิขั้นต้นไปสู่ขั้นละเอียด รวมถึงการใช้ตำแหน่งหรือฐานภายในกายเป็นองค์ประกอบของการปฏิบัติ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ อัตตชีวประวัติของหลวงพ่อสดระบุชื่ออาจารย์เอี่ยมอย่างชัดเจน ขณะที่ทำเนียบของสายวัดราชสิทธารามยังกล่าวถึงพระสังวรานุวงศ์เถร หรือหลวงปู่ชุ่ม และระบุชื่อพระภิกษุสดรวมอยู่ในกลุ่มพระที่เคยมาศึกษากรรมฐานในยุคของท่านด้วย 

ข้อมูลสองชุดนี้อาจหมายถึงหลวงพ่อสดเคยศึกษาหรือไปมาหาสู่สำนักวัดราชสิทธารามมากกว่าหนึ่งช่วงเวลา หรืออาจเกิดจากการบันทึกความทรงจำของแต่ละสำนักในภายหลัง เมื่อหลักฐานยังไม่สามารถประสานรายละเอียดทั้งหมดเข้าด้วยกันได้ ข้อสรุปที่ปลอดภัยที่สุดคือ หลวงพ่อสดมีความสัมพันธ์กับสำนักกรรมฐานวัดราชสิทธารามอย่างแน่นอน โดยอัตตชีวประวัติของท่านระบุอาจารย์เอี่ยมเป็นครูโดยตรง

งานวิจัยสมัยใหม่ยังเสนอว่า องค์ประกอบบางส่วนของกรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับอาจมีอิทธิพลต่อการจัดระบบกรรมฐานของหลวงพ่อสด โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องตำแหน่งภายในกายและการดำเนินจิตเป็นลำดับ แต่ข้อเสนอนี้ควรเข้าใจในฐานะการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่หลักฐานว่าระบบทั้งสองเหมือนกันทุกประการ 

**พระครูญาณวิรัติ วัดพระเชตุพน: ครูผู้รับรองความสามารถในการปฏิบัติ**

ครูกรรมฐานลำดับที่สี่คือ **พระครูญาณวิรัติ หรือพระครูญาณวิรัติ โป๊ แห่งวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม** ซึ่งเป็นวัดที่หลวงพ่อสดพำนักและศึกษาพระปริยัติเป็นเวลาหลายปี

หลวงพ่อสดบันทึกว่า ท่านสามารถปฏิบัติตามแบบของพระครูญาณวิรัติได้ และได้รับการรับรองว่าสามารถนำวิธีดังกล่าวไปสอนผู้อื่นได้ ข้อมูลนี้แสดงว่าในช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์สำคัญที่วัดโบสถ์บน หลวงพ่อสดผ่านการฝึกกรรมฐานจนได้รับการยอมรับจากครูผู้สอนแล้ว มิได้อยู่ในฐานะผู้เริ่มต้น 

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับอนุญาตให้เป็นผู้สอน หลวงพ่อสดกลับยังไม่ยุติการแสวงหา ท่านเห็นว่าตนยังไม่ได้เข้าถึงสิ่งที่ต้องการอย่างสมบูรณ์ จึงศึกษาทั้งพระปริยัติและการปฏิบัติต่อไป

ท่าทีนี้เป็นกุญแจสำคัญในการทำความเข้าใจสายวิชาของท่าน เพราะแสดงให้เห็นว่าหลวงพ่อสดไม่ได้รับวิธีจากครูรูปหนึ่งแล้วนำมาสอนต่อโดยตรง แต่ผ่านกระบวนการทดลอง ตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง

**พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ: ครูอีกสายที่รับรองให้สอนได้**

ครูกรรมฐานลำดับที่ห้าคือ **พระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ** ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหลังวัดระฆังโฆสิตาราม

อัตตชีวประวัติระบุว่า หลวงพ่อสดสามารถปฏิบัติได้ตามแบบของพระอาจารย์สิงห์ และได้รับการรับรองให้เป็นผู้สอนได้เช่นเดียวกับกรณีพระครูญาณวิรัติ แต่หลวงพ่อสดยังไม่พอใจที่จะหยุดอยู่เพียงการสอนตามแบบของครูทั้งสองรูป

จุดนี้ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การเรียนได้ตามแบบ” กับ “การก่อรูปแนวทางของตนเอง” หลวงพ่อสดยอมรับและเคารพครูผู้สอน แต่ไม่ได้จำกัดตนเองอยู่ภายในระบบใดระบบหนึ่ง ท่านนำประสบการณ์จากหลายสำนักมาพิจารณาร่วมกับการศึกษาพระคัมภีร์และการภาวนาอย่างจริงจัง

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/IMG_7299.jpeg)

**การศึกษาพระปริยัติมีบทบาทต่อการก่อรูปสายวิชาของหลวงพ่อสด**

หลังอุปสมบทและจำพรรษาที่วัดสองพี่น้องแล้ว หลวงพ่อสดเดินทางมาพำนักที่วัดพระเชตุพนหรือวัดโพธิ์ ท่านเรียนมูลกัจจายน์ ธรรมบท และคัมภีร์สำคัญจนสามารถแปลภาษาบาลีได้ตามที่ตั้งใจไว้

เหตุผลสำคัญของการศึกษาภาษาบาลี คือความต้องการอ่านและตรวจสอบหลักธรรมจากต้นฉบับด้วยตนเอง โดยเฉพาะคัมภีร์มหาสติปัฏฐานซึ่งท่านให้ความสนใจมาตั้งแต่ก่อนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

การศึกษาของหลวงพ่อสดจึงไม่ได้แยกพระปริยัติออกจากการปฏิบัติ ท่านเรียนภาษาบาลีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือค้นคว้าธรรม ขณะเดียวกันก็ศึกษากรรมฐานจากครูหลายรูปควบคู่ไปด้วย

งานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการของกรรมฐานสัมมาอะระหังเสนอว่า ระบบของหลวงพ่อสดเกิดจากการประสานองค์ประกอบหลายส่วน ได้แก่ วิธีปฏิบัติที่ได้รับจากครูกรรมฐาน ความเข้าใจพระสูตรและคัมภีร์บาลี ตลอดจนประสบการณ์ภาวนาของท่านเอง การมองว่าท่านเพียงคัดลอกวิธีของครูรูปหนึ่งจึงไม่สอดคล้องกับภาพรวมของหลักฐาน

**เหตุการณ์วัดโบสถ์บน: จุดเปลี่ยนจากศิษย์ผู้แสวงหาสู่ครูผู้วางระบบ**

เมื่อหยุดการศึกษาพระปริยัติอย่างเป็นทางการ หลวงพ่อสดเดินทางไปจำพรรษาที่วัดบางคูเวียง หรือวัดโบสถ์บน จังหวัดนนทบุรี ในพรรษาที่ 12 ของชีวิตสมณะ

ตามอัตตชีวประวัติ ในวันเพ็ญกลางเดือน 10 ท่านพิจารณาว่า แม้จะบวชมาหลายพรรษาและศึกษาเล่าเรียนมาอย่างกว้างขวาง แต่ยังไม่ได้รู้เห็นธรรมตามที่ตั้งใจไว้ จึงตั้งสัจจาธิษฐานว่าจะปฏิบัติอย่างเด็ดขาด ไม่ยอมเลิกจนกว่าจะพบสิ่งที่แสวงหา

ต่อมาในคืนนั้น ท่านบันทึกว่าได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า “ผังของจริงของพระพุทธเจ้า” และเข้าใจหลักสำคัญเกี่ยวกับการทำใจให้หยุดนิ่ง หลังจากนั้นเกิดนิมิตเกี่ยวกับวัดบางปลา จึงเดินทางไปสอนกรรมฐานที่วัดดังกล่าวเมื่อออกพรรษา

หลวงพ่อสดพำนักสอนที่วัดบางปลาประมาณสี่เดือน และบันทึกว่ามีพระภิกษุสามรูปกับคฤหัสถ์สี่คนสามารถปฏิบัติตามได้ ท่านถือช่วงเวลานี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่สิ่งที่เรียกว่า “ธรรมกาย”

ภายในสายศรัทธาของวัดปากน้ำ เหตุการณ์นี้อธิบายว่าเป็นการ “ค้นพบวิชชาธรรมกาย” หมายถึงการเข้าถึงธรรมที่มีอยู่แล้วในพระพุทธศาสนา ไม่ใช่การประดิษฐ์หลักธรรมขึ้นใหม่

ส่วนในภาษาการศึกษาทางประวัติศาสตร์ นักวิชาการมักอธิบายว่าหลวงพ่อสด “พัฒนา” หรือ “ก่อรูป” ระบบกรรมฐานเฉพาะขึ้นจากองค์ความรู้ที่ได้รับจากครูหลายสำนัก พระคัมภีร์ และประสบการณ์ภาวนาของตนเอง ภาษาทั้งสองแบบจึงสะท้อนมุมมองต่างกัน มุมมองแรกอธิบายจากภายในความเชื่อ ส่วนมุมมองหลังศึกษาจากหลักฐานและพัฒนาการของแนวคิด

**ใครเป็นผู้ถ่ายทอดวิชชาธรรมกายให้หลวงพ่อสด**

หากหมายถึงผู้ถ่ายทอดพื้นฐานสมถะ วิปัสสนา และวิธีกรรมฐาน คำตอบคือมีหลายรูป ได้แก่ พระอาจารย์โหน่ง หลวงพ่อเนียม เจ้าคุณพระสังวรานุวงศ์หรืออาจารย์เอี่ยม พระครูญาณวิรัติ และพระอาจารย์สิงห์

แต่หากถามว่าใครเป็นผู้ถ่ายทอด “วิชชาธรรมกายทั้งระบบ” ให้หลวงพ่อสด คำตอบที่สอดคล้องกับหลักฐานมากที่สุดคือ **ไม่ปรากฏชื่อครูมนุษย์ผู้ใดในอัตตชีวประวัติว่าเป็นผู้มอบระบบทั้งหมดให้แก่ท่านโดยตรง**

ตรงกันข้าม บันทึกของหลวงพ่อสดแสดงว่า แม้ท่านจะเรียนได้ตามแบบของครูบางรูปและได้รับอนุญาตให้สอนแล้ว แต่ยังค้นคว้าต่อไป จนเกิดประสบการณ์สำคัญที่วัดโบสถ์บน ([Dhammakaya TV](https://dhammakaya.tv/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%95%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4-%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%87/?ref=onepra.com))

อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าหลวงพ่อสดค้นพบด้วยตนเองไม่ได้หมายความว่าครูเดิมไม่มีความสำคัญ เพราะพื้นฐานการกำหนดจิต การพิจารณากาย การใช้นิมิต การดำเนินสมาธิเป็นลำดับ ตลอดจนความรู้ทางพระปริยัติ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่ท่าน

ข้อสรุปที่สมดุลจึงควรกล่าวว่า **ครูหลายรูปเป็นผู้วางพื้นฐานและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านกรรมฐาน ส่วนหลวงพ่อสดเป็นผู้ประมวล ทดลอง และก่อรูปแนวทางที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งภายในสำนักเรียกว่าการค้นพบวิชชาธรรมกาย**

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/IMG_7300.jpeg)

**วัดปากน้ำกับการเปลี่ยนคำสอนส่วนบุคคลให้เป็นสำนัก**

เมื่อหลวงพ่อสดเข้าบริหารวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ท่านไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงครูกรรมฐาน แต่พัฒนาวัดให้เป็นทั้งศูนย์การศึกษาพระปริยัติและสถานที่ฝึกปฏิบัติ

ทำเนียบวัดปากน้ำระบุช่วงการดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสของหลวงพ่อสดไว้ระหว่าง พ.ศ. 2459–2502 ระหว่างนั้นวัดปากน้ำเติบโตเป็นสำนักที่มีพระภิกษุ สามเณร แม่ชี อุบาสก และอุบาสิกาจำนวนมากเข้ามาศึกษา

การสอนที่วัดปากน้ำมีความสำคัญต่อการสืบทอด เพราะหลวงพ่อสดไม่ได้ถ่ายทอดวิชาให้บุคคลเพียงคนเดียว แต่สร้างกลุ่มผู้ปฏิบัติหลายระดับ มีทั้งผู้เรียนเบื้องต้น ผู้สอนกรรมฐาน และผู้ปฏิบัติในกลุ่มที่เรียกกันว่า “โรงงานทำวิชชา”

ก่อนมรณภาพ ท่านได้ถ่ายทอดแนวทางให้ศิษย์ชั้นนำหลายรูปและหลายคน ทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ งานวิจัยเกี่ยวกับสายสัมมาอะระหังจึงสรุปว่า การสืบต่อจากหลวงพ่อสดเป็นการกระจายผ่านบุคคลหลายกลุ่ม ไม่ใช่การแต่งตั้งผู้ครอบครองวิชาแต่เพียงผู้เดียว

**การสืบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ**

หลวงพ่อสดมรณภาพเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2502 สิริอายุ 74 ปี 3 เดือน 24 วัน รวม 53 พรรษา

หลังจากนั้นเกิดช่วงเปลี่ยนผ่านในการบริหารวัด งานศึกษาสายกรรมฐานระบุว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ หรือสมเด็จพระสังฆราชปุ่น ปุณฺณสิริ ซึ่งเป็นพระญาติและศิษย์ของหลวงพ่อสด เคยปฏิบัติหน้าที่ดูแลวัดชั่วคราว ก่อนที่สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง วรปุญฺโญ จะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่ พ.ศ. 2508 จนถึง พ.ศ. 2564 ([Academia](https://www.academia.edu/41971065/The%5FOrigins%5Fand%5FDevelopment%5Fof%5FSamm%C4%81%5FAraha%E1%B9%83%5FMeditation%5FFrom%5FPhra%5FMongkhon%5FThepmuni%5FSot%5FCandasaro%5Fto%5FPhra%5FThep%5FYan%5FMongkhon%5FSermchai%5FJayama%E1%B9%85galo%5F?ref=onepra.com))

ต่อมาใน พ.ศ. 2565 สมเด็จพระวชิรรัตนโมลี สุชาติ ธมฺมรตโน ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ สืบต่องานการปกครอง พระปริยัติธรรม และกิจการของพระอาราม ([Mahuak University](https://www.mcu.ac.th/management/University%5FCouncil-SomdejPhravajiraratanamoli?ref=onepra.com))

บุคคลเหล่านี้เป็นผู้สืบทอดวัดปากน้ำในมิติทางการปกครองและสถาบัน แต่การสืบตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ควรถูกนำไปเท่ากับการได้รับวิชชาธรรมกายทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว เพราะงานด้านกรรมฐานถูกถ่ายทอดผ่านครูและศิษย์อีกหลายสาย

**สายผู้ปฏิบัติภายในวัดปากน้ำ**

นอกจากสายเจ้าอาวาสแล้ว ยังมีศิษย์โดยตรงของหลวงพ่อสดที่ทำหน้าที่รักษาและสอนกรรมฐานอยู่ภายในวัดปากน้ำ

บุคคลสำคัญคนหนึ่งคือ **อาจารย์ ดร.ตรีธา เนียมขำ** เดิมชื่อปิ่น เนียมขำ ซึ่งเข้ามาอยู่วัดปากน้ำตั้งแต่วัยเด็ก หลวงพ่อสดขออนุญาตจากบิดามารดาให้ท่านพำนักอยู่เพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย ต่อมาได้รับมอบหมายให้สอนภาวนาและอบรมแม่ชีตั้งแต่อายุประมาณ 21 ปี ([Wat Pak Nam Bhasicharoen](https://watpaknambhasicharoen.com/news.php?id=114&ref=onepra.com))

บทบาทของอาจารย์ตรีธาแสดงให้เห็นว่า หลวงพ่อสดสร้างผู้สอนขึ้นหลายคนภายในสำนัก มิได้ฝากการปฏิบัติทั้งหมดไว้กับบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง

นอกจากนี้ ยังมีพระภิกษุ แม่ชี และฆราวาสอีกหลายคนที่เคยศึกษาโดยตรงกับหลวงพ่อสด บางคนทำหน้าที่สอนในวัดปากน้ำ บางคนเดินทางไปเผยแผ่ตามจังหวัดต่าง ๆ และบางคนพัฒนาศูนย์ปฏิบัติธรรมของตนเอง

การสืบทอดภายในวัดปากน้ำจึงมีลักษณะเป็น “ชุมชนผู้รักษาคำสอน” มากกว่าระบบผู้นำสูงสุดเพียงคนเดียว

**สายแม่ชีทองสุก สำแดงปั้น สู่คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง**

หนึ่งในสายสำคัญที่นำไปสู่การก่อตั้งวัดพระธรรมกายเกี่ยวข้องกับ **แม่ชีทองสุก สำแดงปั้น** และ **คุณยายอาจารย์จันทร์ ขนนกยูง**

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------.jpeg)

อุบาสิกาทองสุข สำแดงปั้นหรือ แม่ชีทองสุข สำแดงปั้น

แม่ชีทองสุกเป็นศิษย์โดยตรงของหลวงพ่อสดและได้รับมอบหมายให้สอนกรรมฐานแก่แม่ชีทั้งภายในและภายนอกวัดปากน้ำ งานวิจัยสายสัมมาอะระหังระบุว่าแม่ชีทองสุกเป็นผู้สอนคุณยายอาจารย์จันทร์ในระยะแรก ก่อนที่คุณยายอาจารย์จันทร์จะเข้ามาปฏิบัติในสำนักของหลวงพ่อสดและเป็นหนึ่งในผู้ทำหน้าที่ภายในกลุ่มผู้ปฏิบัติชั้นสูงของวัดปากน้ำ

ดังนั้น หากเขียนสายการเรียนอย่างละเอียด สามารถอธิบายได้ว่า คุณยายอาจารย์จันทร์เป็นศิษย์ในสำนักของหลวงพ่อสดโดยตรง ขณะเดียวกันแม่ชีทองสุกก็เป็นครูผู้ถ่ายทอดและนำท่านเข้าสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/-----------------------------------------------------------------1.jpg)

****อุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง**

เอกสารของวัดพระธรรมกายยกย่องคุณยายอาจารย์จันทร์ว่าเป็นศิษย์ผู้มีความชำนาญด้านวิชชาธรรมกาย หลังหลวงพ่อสดมรณภาพ ท่านยังคงสอนกรรมฐานอยู่ภายในบริเวณวัดปากน้ำ ต่อมามีผู้สนใจเข้ามาศึกษามากขึ้น จนนำไปสู่การขยายสถานที่ปฏิบัติธรรมและพัฒนาเป็นวัดพระธรรมกาย ([Dhammakaya](https://www.dhammakaya.net/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B2/%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C?ref=onepra.com))

พระธัมมชโยเป็นหนึ่งในผู้ที่ศึกษากรรมฐานกับคุณยายอาจารย์จันทร์ และอุปสมบทที่วัดปากน้ำใน พ.ศ. 2512 โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ขณะดำรงสมณศักดิ์เป็นพระเทพวรเวที เป็นพระอุปัชฌาย์

สายนี้จึงอธิบายโดยสรุปได้ว่า หลวงพ่อสดถ่ายทอดแก่กลุ่มศิษย์วัดปากน้ำ แม่ชีทองสุกมีบทบาทสำคัญในการสอนคุณยายอาจารย์จันทร์ และคุณยายอาจารย์จันทร์ถ่ายทอดต่อแก่พระธัมมชโยกับคณะศิษย์ จนเกิดวัดพระธรรมกายและเครือข่ายของวัด

อย่างไรก็ตาม การกล่าวว่าสายนี้เป็นผู้สืบทอดเพียงสายเดียวจะไม่ครอบคลุมศิษย์และสำนักอื่นที่ได้รับคำสอนจากหลวงพ่อสดเช่นกัน

**สายพระราชพรหมเถร วีระ คณุตฺตโม สู่พระเทพญาณมงคล**

อีกสายที่มีความสำคัญสูงคือสายของ **พระราชพรหมเถร วีระ คณุตฺตโม** ซึ่งเป็นศิษย์โดยตรงของหลวงพ่อสด และต่อมาทำหน้าที่สำคัญด้านวิปัสสนาธุระภายในวัดปากน้ำ

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/-----------------------------------------------------------------------------.jpg)

****พระราชพรหมเถร วีระ คณุตฺตโม**

พระราชพรหมเถรเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำฝ่ายวิปัสสนาใน พ.ศ. 2508 และเป็นรองเจ้าอาวาสฝ่ายวิปัสสนาใน พ.ศ. 2513 แสดงให้เห็นบทบาทอย่างเป็นทางการในการดูแลและถ่ายทอดงานด้านกรรมฐานหลังหลวงพ่อสดมรณภาพ

ศิษย์สำคัญของพระราชพรหมเถรคือ **พระเทพญาณมงคล เสริมชัย ชยมงฺคโล** หรือที่ศิษย์นิยมเรียกว่า “หลวงป๋า” ซึ่งศึกษาและเรียบเรียงคำสอนของหลวงพ่อสดอย่างเป็นระบบ ก่อนพัฒนาสถาบันพุทธภาวนาวิชชาธรรมกายและวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม จังหวัดราชบุรี

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/------------------------------------------------------------------------------------------.jpg)

****พระเทพญาณมงคล เสริมชัย ชยมงฺคโล**

งานศึกษาทางวิชาการระบุว่า พระเทพญาณมงคลมีบทบาทในการตีความ จัดระบบ และอธิบายกรรมฐานสัมมาอะระหังโดยเชื่อมโยงกับพระไตรปิฎก อรรถกถา และแนวทางสมถวิปัสสนา ทำให้สายนี้มีลักษณะเด่นด้านการอธิบายเชิงคัมภีร์และการวางหลักสูตรปฏิบัติอย่างเป็นขั้นตอน

สายดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า หลวงพ่อสดถ่ายทอดแก่พระราชพรหมเถร พระราชพรหมเถรถ่ายทอดแก่พระเทพญาณมงคล และพระเทพญาณมงคลพัฒนางานต่อผ่านวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามกับเครือข่ายสำนักปฏิบัติธรรม

เช่นเดียวกับสายวัดพระธรรมกาย เอกสารของสำนักนี้อาจใช้คำว่า “ผู้สืบทอดโดยตรง” เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างครูกับศิษย์ แต่คำดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าปฏิเสธความเป็นศิษย์หรือบทบาทของสายอื่นทั้งหมด

**เหตุใดจึงไม่มีผู้สืบทอดเพียงคนเดียว**

เหตุผลประการแรกคือ หลวงพ่อสดไม่ได้ศึกษาอยู่กับครูเพียงรูปเดียว ชีวิตการปฏิบัติของท่านเริ่มต้นจากเครือข่ายครูกรรมฐานหลายสำนัก ตั้งแต่สุพรรณบุรี วัดราชสิทธาราม วัดพระเชตุพน ไปจนถึงวัดละครทำ การเรียนรู้ของท่านจึงมีโครงสร้างแบบพหุสายตั้งแต่ต้น

เหตุผลประการที่สองคือ เมื่อหลวงพ่อสดเป็นครู ท่านก็ถ่ายทอดแก่ศิษย์หลายกลุ่มเช่นเดียวกัน มีทั้งพระภิกษุ แม่ชี อุบาสก และอุบาสิกา ศิษย์แต่ละคนได้รับหน้าที่และระดับการฝึกต่างกัน บางคนเป็นผู้สอนทั่วไป บางคนปฏิบัติในกลุ่มเฉพาะ และบางคนรับผิดชอบงานด้านพระปริยัติหรือการบริหารวัด

เหตุผลประการที่สามคือ การสืบทอดมีหลายมิติ ผู้สืบตำแหน่งเจ้าอาวาสรับผิดชอบการปกครองวัด ผู้สืบสายกรรมฐานทำหน้าที่สอนภาวนา ผู้สืบงานสถาบันสร้างวัดและองค์กร ส่วนผู้สืบคำสอนอาจทำหน้าที่รวบรวมหนังสือ เทศนา หรือบันทึกเสียง ทั้งหมดนี้เป็นการสืบต่อคนละประเภท

เหตุผลประการที่สี่คือ สำนักที่เกิดขึ้นภายหลังย่อมบันทึกประวัติศาสตร์ผ่านบุคคลสำคัญของตน เอกสารวัดพระธรรมกายเน้นบทบาทของคุณยายอาจารย์จันทร์และพระธัมมชโย เอกสารสายวัดหลวงพ่อสดธรรมกายารามเน้นพระราชพรหมเถรและพระเทพญาณมงคล ขณะที่วัดปากน้ำให้ความสำคัญกับลำดับเจ้าอาวาสและศิษย์ที่ทำงานภายในวัด

เรื่องเล่าเหล่านี้อาจเป็นจริงในบริบทของแต่ละสำนัก แต่จะเกิดความคลาดเคลื่อนเมื่อมีการนำคำว่า “ศิษย์เอก” หรือ “ผู้สืบทอดโดยตรง” มาใช้ในความหมายว่าเป็นผู้มีสิทธิเพียงคนเดียว

งานศึกษาด้านสังคมของขบวนการธรรมกายพบว่า หลังหลวงพ่อสดมรณภาพ การตีความและการบริหารการสืบทอดเกิดขึ้นหลายกลุ่ม ก่อนพัฒนาเป็นสำนักสำคัญต่าง ๆ ในเวลาต่อมา ภาพดังกล่าวสนับสนุนข้อสรุปว่า การสืบต่อเป็นเครือข่ายหลายสาย ไม่ใช่ราชบัลลังก์ทางวิชาที่ส่งต่อให้บุคคลเพียงคนเดียว

**ควรใช้คำว่า “ค้นพบ” หรือ “พัฒนา” วิชชาธรรมกาย**

คำว่า “ค้นพบ” เป็นภาษาที่ใช้ภายในสายศรัทธา หมายถึงหลวงพ่อสดเข้าถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบไว้แล้ว แต่ขาดผู้รู้วิธีปฏิบัติในยุคของท่าน ภายใต้กรอบนี้ หลวงพ่อสดไม่ใช่ผู้ประดิษฐ์วิชชา แต่เป็นผู้ทำให้แนวทางที่สูญหายกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/------------------------------------.jpeg)

****วิชชาธรรมกาย**

ส่วนคำว่า “พัฒนา” หรือ “ก่อรูป” เป็นภาษาของการศึกษาประวัติศาสตร์ หมายถึงการพิจารณาว่าองค์ประกอบของระบบเกิดขึ้นอย่างไร มีความสัมพันธ์กับครู สำนัก และคัมภีร์ใดบ้าง นักวิชาการอาจวิเคราะห์ว่าหลวงพ่อสดนำพื้นฐานจากกรรมฐานภาคกลาง กรรมฐานมัชฌิมาแบบลำดับ พระสูตร และประสบการณ์ส่วนตัวมาจัดเป็นระบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์

สองคำนี้ไม่จำเป็นต้องหักล้างกันโดยตรง เพราะตอบคำถามคนละประเภท คำว่า “ค้นพบ” ตอบคำถามด้านประสบการณ์และความเชื่อ ส่วนคำว่า “พัฒนา” ตอบคำถามด้านลำดับเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้

บทความที่ต้องการความเป็นกลางจึงควรระบุกรอบให้ชัด เช่น “ตามคำอธิบายของสำนัก หลวงพ่อสดค้นพบวิชชาธรรมกาย” และ “ในมุมมองทางประวัติศาสตร์ ระบบดังกล่าวก่อรูปจากองค์ประกอบหลายสาย”

**บทวิเคราะห์สายครูของหลวงพ่อสด**

เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมด จะเห็นว่าสายครูของหลวงพ่อสดไม่ได้เป็นเส้นตรง แต่มีลักษณะคล้ายเครือข่าย

พระอาจารย์โหน่งเชื่อมท่านกับกรรมฐานของหลวงพ่อเนียม วัดน้อย เจ้าคุณพระสังวรานุวงศ์เชื่อมท่านกับสำนักกรรมฐานวัดราชสิทธาราม พระครูญาณวิรัติและพระอาจารย์สิงห์ช่วยให้ท่านมีประสบการณ์กับวิธีปฏิบัติอีกหลายแบบ ขณะที่การศึกษาภาษาบาลีทำให้ท่านสามารถตรวจสอบคำสอนกับคัมภีร์ได้ด้วยตนเอง

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/-----------------------------------------------------------------.jpg)

หากไม่มีพื้นฐานจากครูเหล่านี้ การก่อรูปวิธีปฏิบัติของหลวงพ่อสดอาจไม่เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน แต่ในเวลาเดียวกัน หลักฐานก็แสดงว่าท่านไม่ได้หยุดอยู่กับวิธีของครูรายใดรายหนึ่ง

เอกลักษณ์ของหลวงพ่อสดจึงไม่ได้อยู่ที่การไม่มีครู แต่อยู่ที่ความสามารถในการศึกษาจากครูหลายสาย ทดลองจนชำนาญ ตรวจสอบกับพระคัมภีร์ และสร้างระบบการสอนที่สามารถถ่ายทอดแก่คนจำนวนมากได้

ในด้านการสืบต่อ โครงสร้างแบบเดียวกันยังคงปรากฏอยู่ หลวงพ่อสดไม่ได้สร้างศิษย์คนเดียวให้เป็นตัวแทนทั้งหมด แต่สร้างกลุ่มผู้ปฏิบัติและผู้สอนหลายกลุ่ม เมื่อท่านมรณภาพ ศิษย์แต่ละกลุ่มจึงรักษาและพัฒนามรดกที่ตนได้รับแตกต่างกัน

บางสายเน้นการปฏิบัติชั้นสูง บางสายเน้นการสอนประชาชนทั่วไป บางสายเน้นการศึกษาพระปริยัติ บางสายสร้างองค์กรขนาดใหญ่ และบางสายรักษารูปแบบดั้งเดิมภายในวัดปากน้ำ ความหลากหลายนี้เป็นผลจากธรรมชาติของการถ่ายทอดตั้งแต่สมัยหลวงพ่อสดเอง

**บทสรุป: ใครคือผู้ถ่ายทอดและใครคือผู้สืบต่อ**

เมื่อถามว่า **ใครเป็นผู้ถ่ายทอดกรรมฐานให้หลวงพ่อสด** คำตอบคือครูหลายรูป โดยรายชื่อแกนกลางจากอัตตชีวประวัติประกอบด้วยพระอาจารย์โหน่ง หลวงพ่อเนียม วัดน้อย เจ้าคุณพระสังวรานุวงศ์หรืออาจารย์เอี่ยม วัดราชสิทธาราม พระครูญาณวิรัติ วัดพระเชตุพน และพระอาจารย์สิงห์ วัดละครทำ

เมื่อถามว่า **ใครเป็นผู้ถ่ายทอดวิชชาธรรมกายทั้งระบบให้หลวงพ่อสด** หลักฐานที่ท่านบันทึกเองไม่ได้ระบุชื่อครูมนุษย์ผู้ใดว่าเป็นผู้มอบระบบทั้งหมดโดยตรง ท่านศึกษาหลายวิธี ได้รับการรับรองให้สอนได้แล้ว แต่ยังค้นคว้าต่อจนเกิดประสบการณ์สำคัญที่วัดโบสถ์บน

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/08/----------------------------------------------------------------.jpeg)

ตามความเชื่อภายในสำนัก เหตุการณ์นั้นคือการค้นพบวิชชาธรรมกายที่มีอยู่แล้วในพระพุทธศาสนา ส่วนในมุมมองทางประวัติศาสตร์ คือการที่หลวงพ่อสดก่อรูปแนวทางเฉพาะจากความรู้หลายสายและประสบการณ์ของตน

เมื่อถามว่า **ใครคือผู้สืบต่อหลวงพ่อสด** คำตอบต้องขึ้นอยู่กับความหมายที่ใช้ หากหมายถึงการปกครองวัด ต้องพิจารณาลำดับเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ หากหมายถึงการรักษากรรมฐาน ต้องรวมพระภิกษุ แม่ชี และฆราวาสผู้เป็นศิษย์โดยตรง หากหมายถึงสายสถาบันสำคัญ ก็มีทั้งสายแม่ชีทองสุก–คุณยายอาจารย์จันทร์–วัดพระธรรมกาย และสายพระราชพรหมเถร–พระเทพญาณมงคล–วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ตลอดจนศิษย์และศูนย์ปฏิบัติอื่นอีกหลายแห่ง

ข้อสรุปที่แม่นยำที่สุดจึงไม่ใช่การเลือกบุคคลหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้ครอบครองวิชาแต่เพียงผู้เดียว แต่คือการยอมรับว่า **หลวงพ่อสดเป็นศิษย์ของครูหลายสำนัก เป็นผู้ก่อรูปหรือค้นพบวิชชาธรรมกายในแบบวัดปากน้ำ และมีผู้สืบต่อหลายสาย ทั้งสายการปกครอง สายกรรมฐาน สายพระภิกษุ สายอุบาสิกา และสายสถาบัน**

มรดกสำคัญของหลวงพ่อสดจึงมิได้อยู่เพียงรายชื่อผู้สืบทอด แต่อยู่ที่การสร้างระบบการศึกษาซึ่งเชื่อมพระปริยัติเข้ากับการปฏิบัติ เปิดพื้นที่ให้ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์เข้ามาฝึกฝน และทำให้วัดปากน้ำกลายเป็นต้นทางของเครือข่ายกรรมฐานที่ยังคงมีอิทธิพลต่อสังคมพุทธไทยมาจนถึงปัจจุบัน