> ## Content Index
> Fetch the complete content index at: https://www.onepra.com/llms.txt
> Use this file to discover other available public pages before exploring further.

# ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย (วัดมงคลโคธาวาส): จากเส้นทางชีวิตสู่พระเกจิแห่งคลองด่าน
- URL: https://www.onepra.com/luang-pho-pan-wat-mongkhon-khothawat/
- Published: 2026-10-06T16:17:13.000Z
- Updated: 2026-10-06T16:17:13.000Z
- Description: ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย หรือพระครูพิพัฒนิโรธกิจ พระเกจิแห่งวัดมงคลโคธาวาส ศึกษาชีวิต ธุดงควัตร สมณศักดิ์ เสือหลวงพ่อปาน และเรื่องเล่าที่ควรแยกจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์
- Author: Onepra
- Tags: พระเกจิอาจารย์

หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย หรือพระครูพิพัฒนิโรธกิจ เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดมงคลโคธาวาส ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ พระเถระผู้ได้รับความเคารพจากชาวบ้านในพื้นที่และผู้สนใจประวัติพระเกจิไทย ชื่อเสียงของท่านมักถูกกล่าวถึงควบคู่กับการปฏิบัติวิปัสสนา การเดินธุดงค์ การบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชน ตลอดจนเครื่องรางรูปเสือแกะจากเขี้ยวเสือซึ่งภายหลังเรียกกันว่า “เสือหลวงพ่อปาน”

อย่างไรก็ตาม ประวัติของหลวงพ่อปานมีทั้งข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารร่วมสมัย เรื่องราวจากประวัติท้องถิ่น และตำนานที่เล่าสืบต่อกันในวงการวัตถุมงคล การทำความเข้าใจชีวิตของท่านจึงไม่ควรนำข้อมูลทุกประเภทมารวมกันเป็นข้อเท็จจริงเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องปีเกิด ฉายาทางพระ เหตุการณ์พระราชทานสมณศักดิ์ และอภินิหารเกี่ยวกับเขี้ยวเสือ ซึ่งเอกสารแต่ละแหล่งให้รายละเอียดไม่ตรงกันทั้งหมด

หลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เห็นตัวตนของหลวงพ่อปานชัดเจนกว่าพระเกจิหลายรูปในยุคเดียวกัน ได้แก่ ประกาศตั้งสมณศักดิ์ในราชกิจจานุเบกษา พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และข่าวมรณภาพในราชกิจจานุเบกษา เอกสารเหล่านี้ยืนยันว่าท่านเป็นพระอาจารย์วิปัสสนาที่มีชื่อเสียงและมีพระภิกษุจากหลายวัดร่วมเดินธุดงค์กับท่านจำนวนมาก มิได้เป็นที่รู้จักเพียงจากเรื่องเครื่องรางในสมัยหลังเท่านั้น 

**หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย คือใคร**

หลวงพ่อปานเป็นพระเถระแห่งวัดบางเหี้ยนอก ซึ่งต่อมาใช้ชื่อว่า “วัดมงคลโคธาวาส” ชาวบ้านจึงเรียกท่านหลายชื่อ เช่น หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย หลวงพ่อปาน คลองด่าน และหลวงปู่ปาน วัดมงคลโคธาวาส ส่วนสมณศักดิ์ที่พบในเอกสารทางราชการคือ “พระครูพิพัฒนิโรธกิจ” แม้ในหนังสือและสื่อสมัยหลังจะพบการสะกดว่า “พระครูพิพัฒน์นิโรธกิจ” อยู่ด้วย

คำว่า “พระเกจิ” ที่ใช้เรียกท่านเป็นคำยกย่องตามความนิยมของสังคม ไม่ใช่ชื่อตำแหน่งในระบบการปกครองคณะสงฆ์ สิ่งที่มีหลักฐานทางการรองรับคือ ในราชกิจจานุเบกษา ท่านได้รับการระบุว่าเป็น “เจ้าอธิการปาน อาจารย์วิปัสนา วัดบางเหี้ย” ก่อนจะได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครู จึงสะท้อนว่าบทบาทด้านวิปัสสนาของท่านเป็นที่รับรู้ในระดับราชการแล้วตั้งแต่ขณะยังมีชีวิตอยู่ 

ควรระวังไม่สับสนหลวงพ่อปานรูปนี้กับ “หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค” พระเกจิแห่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นคนละรูปกัน หลวงพ่อปานในบทความนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับชุมชนบางเหี้ยหรือคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ และมีชื่อเสียงอย่างเด่นชัดจากวิปัสสนา ธุดงควัตร และเสือแกะจากเขี้ยวเสือ

**วัดบางเหี้ยแห่งใด: ทำความเข้าใจชื่อวัดก่อนอ่านประวัติ**

ในอดีต บริเวณชุมชนบางเหี้ยมีวัดที่เรียกด้วยชื่อใกล้เคียงกันสองแห่ง ได้แก่ “วัดบางเหี้ยบน” หรือ “วัดบางเหี้ยใน” ซึ่งปัจจุบันคือวัดโคธาราม และ “วัดบางเหี้ยล่าง” หรือ “วัดบางเหี้ยนอก” ซึ่งปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส วัดที่เกี่ยวข้องกับหลวงพ่อปานคือวัดบางเหี้ยนอก ไม่ใช่วัดโคธาราม 

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/10/-----------------------------------------------------------------------------------.jpg)

ฐานข้อมูลศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรอธิบายว่า การเรียกวัดบน–วัดล่างหรือวัดใน–วัดนอกสัมพันธ์กับที่ตั้งของวัดตามแนวคลองและประตูน้ำ ส่วนฐานข้อมูลทางวัฒนธรรมระบุว่าวัดมงคลโคธาวาสตั้งอยู่ที่บ้านคลองด่าน ถนนสุขุมวิท ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ และสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ปัจจุบันชาวบ้านยังนิยมเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “วัดหลวงพ่อปาน” 

ข้อมูลที่รวบรวมโดยกระทรวงวัฒนธรรมระบุว่าวัดเริ่มสร้างเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2300 ในช่วงปลายกรุงศรีอยุธยา โดยมีประวัติท้องถิ่นเล่าว่าชาวบ้านซึ่งมาตั้งถิ่นฐานบริเวณโคกเศรษฐีหรือบ้านสามเรือนร่วมกันสร้างวัดขึ้น เมื่อพื้นที่มีตัวเงินตัวทองหรือสัตว์ที่คนสมัยก่อนเรียกว่า “เหี้ย” อาศัยอยู่มาก วัดจึงได้ชื่อว่า “วัดบางเหี้ย” อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเกี่ยวกับผู้ก่อตั้งและเหตุการณ์ยุคแรกเป็นข้อมูลที่รวบรวมขึ้นภายหลัง จึงควรอ่านในฐานะประวัติชุมชนประกอบกับหลักฐานอื่น 

**เรื่องการเปลี่ยนชื่อที่มักเล่าคลาดเคลื่อน**

เรื่องเล่าท้องถิ่นจำนวนหนึ่งระบุว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมายังบางเหี้ยในช่วง พ.ศ. [2451–2452](tel:2451-2452) พระองค์ได้พระราชทานชื่อวัด ชื่อตำบล และสมณศักดิ์แก่หลวงพ่อปานในคราวเดียวกัน แต่เมื่อตรวจสอบเอกสารราชการพบว่า ลำดับเวลาดังกล่าวไม่สอดคล้องกันทั้งหมด

ราชกิจจานุเบกษาประกาศการตั้งเจ้าอธิการปานเป็นพระครูพิพัฒนิโรธกิจไว้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน ร.ศ. 120 ซึ่งตรงกับช่วง พ.ศ. 2444 ก่อนการเสด็จประพาสมณฑลปราจีนใน ร.ศ. 127 หลายปี ขณะที่อำเภอบางเหี้ยได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอบางบ่อใน พ.ศ. 2473 และตำบลบางเหี้ยได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็นตำบลคลองด่านตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2483 ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากหลวงพ่อปานมรณภาพแล้ว 

ดังนั้น ข้อมูลที่ปลอดภัยกว่าคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพบพระครูปานระหว่างเสด็จมาบริเวณคลองบางเหี้ยจริง และทรงมีพระราชหัตถเลขากล่าวถึงท่าน ส่วนรายละเอียดว่าพระราชทานชื่อวัดหรือเปลี่ยนชื่อพื้นที่ทั้งหมดในครั้งนั้น ยังไม่พบเอกสารต้นฉบับที่ยืนยันได้ชัดเจนเท่ากับหลักฐานเรื่องสมณศักดิ์

**ชาติกำเนิดและครอบครัวของหลวงพ่อปาน**

ประวัติชุมชนที่ใช้แพร่หลายในปัจจุบันระบุว่า หลวงพ่อปานเกิดเมื่อ พ.ศ. 2368 ในพื้นที่ตำบลบางเหี้ย ซึ่งปัจจุบันคือตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นบุตรคนที่สามของนายปลื้มกับนางตาล บางสำนวนระบุว่าครอบครัวประกอบอาชีพเกี่ยวกับป่าจากและการตัดฟืน ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะภูมิประเทศชายฝั่งและป่าชายเลนของพื้นที่ในอดีต 

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเรื่องชื่อบิดา เชื้อสายของบิดามารดา และปีเกิดยังไม่ตรงกันทุกแหล่ง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรระบุบิดาชื่อนายปลื้ม มารดาชื่อนางตาล และกล่าวว่าทั้งสองมีเชื้อสายจีน ขณะที่ข้อมูลประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการระบุว่าบิดาเป็นชาวจีนแต่ไม่ทราบชื่อ และมารดาเป็นคนไทยชื่อนางตาล ความแตกต่างนี้แสดงว่าข้อมูลครอบครัวส่วนใหญ่สืบมาจากความทรงจำของชุมชนและหนังสือประวัติที่จัดทำภายหลัง ไม่ใช่ทะเบียนบุคคลร่วมสมัย 

ปีเกิด พ.ศ. 2368 ก็สมควรใช้ด้วยความระมัดระวังเช่นกัน เพราะพระราชหัตถเลขาใน ร.ศ. 127 กล่าวถึงพระครูปานว่ามีอายุประมาณ 70 ปี หากยึดตามตัวเลขนี้ ปีเกิดจะไม่ตรงกับ พ.ศ. 2368 แต่ข้อความในพระราชหัตถเลขาอาจเป็นเพียงการประมาณอายุจากการพบปะ มิใช่ข้อมูลจากทะเบียน ดังนั้น บทความชีวประวัติส่วนใหญ่จึงยังใช้ พ.ศ. 2368 ตามประวัติท้องถิ่น พร้อมระบุว่าปีเกิดยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยันอย่างเด็ดขาด 

**การศึกษา บรรพชา และอุปสมบทที่วัดอรุณราชวราราม**

ประวัติชุมชนระบุว่า เมื่อหลวงพ่อปานยังเยาว์ ครอบครัวได้นำไปฝากศึกษาอักษรไทยและความรู้ทางศาสนาที่วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร ต่อมาท่านบรรพชาเป็นสามเณร โดยมีพระศรีสากยบุตร หรือพระศรีสากยบุตรที่เรียกกันว่า “เซ่ง” เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจากบรรพชาได้ระยะหนึ่ง ท่านลาสิกขาเพื่อกลับไปช่วยครอบครัวประกอบอาชีพ เมื่อมีอายุครบ 20 ปีจึงเดินทางกลับมาอุปสมบทที่วัดอรุณราชวรารามอีกครั้ง โดยมีพระอุปัชฌาย์รูปเดิม จากนั้นจึงศึกษาพระธรรมวินัยและวิปัสสนากรรมฐานอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนกลับมายังวัดมงคลโคธาวาสและได้รับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสในเวลาต่อมา 

ฉายาทางพระของหลวงพ่อปานยังเป็นอีกประเด็นที่เอกสารภายหลังระบุแตกต่างกัน บางแหล่งใช้ “ติสฺสโร” ขณะที่อีกกลุ่มใช้ “อคฺคปญฺโญ” หรือเขียนแบบไทยว่า “อัคคปัญโญ” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจึงระบุไว้อย่างตรงไปตรงมาว่าไม่ปรากฏฉายาที่แน่ชัด หากยังไม่พบสมุดทะเบียนอุปสมบทหรือเอกสารต้นฉบับจากวัดอรุณฯ ก็ไม่ควรยืนยันว่าฉายาใดถูกต้องเพียงรูปเดียว 

ข้อมูลช่วงต้นชีวิตเหล่านี้ช่วยให้เห็นเส้นทางจากเด็กในชุมชนชายฝั่งไปสู่การศึกษาในพระอารามสำคัญของกรุงเทพฯ แต่ยังไม่ควรเติมรายละเอียดเรื่องครูบาอาจารย์ วิชาอาคม หรือสถานที่ศึกษากรรมฐานอื่น ๆ เกินกว่าหลักฐาน เนื่องจากเรื่องเล่าสมัยหลังมักเพิ่มรายชื่อครูและสำนักต่าง ๆ โดยไม่มีเอกสารร่วมสมัยรองรับ

**กลับสู่วัดบางเหี้ยและก้าวสู่บทบาทเจ้าอาวาส**

หลังศึกษาที่วัดอรุณราชวราราม หลวงพ่อปานกลับมาจำพรรษาที่วัดบางเหี้ยนอกและได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสในเวลาต่อมา แม้ยังไม่พบหลักฐานระบุปีที่เริ่มดำรงตำแหน่งอย่างแน่นอน แต่เมื่อถึง ร.ศ. 120 เอกสารราชกิจจานุเบกษาเรียกท่านว่า “เจ้าอธิการปาน” แล้ว แสดงว่าท่านมีบทบาทด้านการปกครองวัดก่อน พ.ศ. 2444 

ในบริบทของชุมชนชนบทและชายฝั่งสมัยนั้น เจ้าอาวาสไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลพิธีกรรมและการศึกษาของพระภิกษุเท่านั้น วัดยังเป็นศูนย์รวมของการศึกษา การประชุม การเดินทาง และกิจกรรมสาธารณะ ประวัติท้องถิ่นจึงกล่าวถึงหลวงพ่อปานในฐานะผู้นำที่สามารถระดมศรัทธาและแรงงานจากชาวบ้านได้

ข้อมูลจากแหล่งท้องถิ่นระบุว่า ท่านเป็นผู้นำสร้างหรือปรับปรุงเส้นทางระหว่างคลองด่านกับบางเพรียง เส้นทางจากวัดมงคลโคธาวาสไปวัดสว่างอารมณ์ และเส้นทางจากวัดไปยังคลองนางหงษ์ เรื่องนี้ได้รับการบันทึกซ้ำในประวัติชุมชนหลายสำนวน แต่ยังไม่พบเอกสารงานโยธาร่วมสมัยที่แสดงรายละเอียดปี กำลังคน หรือระยะทาง จึงควรถือเป็นข้อมูลจากความทรงจำของชุมชนมากกว่าหลักฐานวิศวกรรมโดยตรง 

ความสัมพันธ์ของท่านกับวัดสว่างอารมณ์บริเวณปากคลองก็ปรากฏในข้อมูลชุมชน โดยมีเรื่องเล่าว่าหลวงพ่อปานเคยมาปักกลดในพื้นที่และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุโบสถเดิมของวัด ความทรงจำเหล่านี้ทำให้ชื่อของท่านเชื่อมโยงกับเครือข่ายวัดและเส้นทางคมนาคมในคลองด่าน มิได้จำกัดอยู่เฉพาะวัดมงคลโคธาวาสเพียงแห่งเดียว 

**ธุดงควัตร: หลักฐานร่วมสมัยที่สะท้อนวัตรปฏิบัติ**

ส่วนที่สำคัญมากในประวัติหลวงพ่อปานคือการเดินธุดงค์ เพราะมีหลักฐานอยู่ในพระราชหัตถเลขาเรื่องเสด็จประพาสมณฑลปราจีน ร.ศ. 127 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกว่า พระครูปานเป็นที่นิยมในทางวิปัสสนาและธุดงควัตร มีพระภิกษุจากวัดต่าง ๆ มาร่วมเดินธุดงค์ประมาณ 200–300 รูป 

คณะพระจะมาประชุมกันที่วัดบางเหี้ย โดยชาวบ้านผู้มีศรัทธาช่วยกันจัดภัตตาหารและน้ำดื่ม ก่อนออกเดินทางไปทางบางปลาสร้อยหรือพื้นที่เมืองชลบุรีในปัจจุบัน จากนั้นเวียนไปทางปราจีนบุรี นครนายก พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และเดินกลับผ่านกรุงเทพฯ สู่วัดบางเหี้ย เส้นทางดังกล่าวกินเวลาหลายเดือน โดยเริ่มประมาณช่วงแรมเดือนยี่และกลับวัดในเดือนห้าหรือเดือนหก 

พระราชหัตถเลขาระบุด้วยว่า หลวงพ่อปานปฏิบัติเช่นนี้เป็นกิจวัตรมาประมาณ 40 ปีแล้ว แม้ข้อความนี้อาจมาจากคำบอกเล่าของผู้ร่วมสนทนา แต่ก็เป็นหลักฐานร่วมสมัยที่สะท้อนว่าการเดินธุดงค์ของท่านไม่ใช่เรื่องที่สร้างขึ้นภายหลังเพื่อสนับสนุนชื่อเสียงด้านวัตถุมงคล

การมีพระภิกษุจำนวนหลายร้อยรูปร่วมเดินทางยังแสดงถึงความสามารถด้านการจัดการและภาวะผู้นำ การเดินทางในสมัยที่ระบบถนนและการคมนาคมยังไม่สะดวกต้องอาศัยการวางแผนเรื่องเส้นทาง แหล่งน้ำ ที่พัก และความร่วมมือจากชุมชนตลอดทาง พระราชหัตถเลขายังบรรยายบุคลิกของท่านว่าเป็นผู้มีอัธยาศัยใจดี กิริยาเรียบร้อย รูปร่างล่ำสัน และพูดน้อย ซึ่งเป็นภาพของบุคคลที่เกิดจากการพบเห็นในช่วงที่ท่านยังมีชีวิต ไม่ใช่เพียงคำสรรเสริญในหนังสืออนุสรณ์สมัยหลัง 

**สมณศักดิ์พระครูพิพัฒนิโรธกิจ**

หลักฐานราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 17 พฤศจิกายน ร.ศ. 120 บันทึกว่า เจ้าอธิการปาน อาจารย์วิปัสสนา วัดบางเหี้ย แขวงเมืองสมุทรปราการ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูพิพัฒนิโรธกิจ” พร้อมนิตยภัตเดือนละ 6 บาท และเครื่องประกอบสมณศักดิ์ตามธรรมเนียมในขณะนั้น 

หลักฐานชิ้นนี้มีความสำคัญอย่างน้อยสามประการ ประการแรก ยืนยันชื่อและวัดของท่านในเอกสารทางราชการ ประการที่สอง ยืนยันว่าท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอธิการแล้ว และประการที่สาม ราชกิจจานุเบกษาระบุสถานะของท่านว่าเป็น “อาจารย์วิปัสสนา” โดยตรง

การได้รับสมณศักดิ์ควรเข้าใจในบริบทของการปกครองคณะสงฆ์และการยกย่องพระเถระผู้มีบทบาทต่อพระศาสนาและชุมชน ไม่ควรนำไปใช้เป็นหลักฐานรับรองเรื่องอภินิหารหรือพุทธคุณของวัตถุมงคล ขณะเดียวกัน เอกสารนี้ช่วยแก้ความเข้าใจคลาดเคลื่อนที่ว่าท่านเพิ่งได้รับสมณศักดิ์เมื่อรัชกาลที่ 5 เสด็จมาพบใน ร.ศ. 127 เพราะประกาศทางราชการแสดงว่าท่านได้รับสมณศักดิ์ก่อนหน้านั้นแล้วประมาณเจ็ดปี

**การพบพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว**

ใน ร.ศ. 127 หรือ พ.ศ. 2451 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสมณฑลปราจีนและทอดพระเนตรกิจการบริเวณประตูน้ำคลองบางเหี้ย ระหว่างนั้นพระครูปานได้เข้าเฝ้าหรือมาพบพระองค์ เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับการบันทึกไว้ในพระราชหัตถเลขา จึงเป็นหลักฐานว่าพระองค์ทรงรู้จักท่านและทรงรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับวัตรปฏิบัติของท่านจริง 

เนื้อหาในพระราชหัตถเลขาไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะความเลื่อมใส แต่มีลักษณะเป็นการสังเกตอย่างตรงไปตรงมา ทั้งเรื่องพระภิกษุที่ร่วมธุดงค์ ความนิยมในตะกรุด ด้ายผูกมือ น้ำมนต์ และเสือแกะ ตลอดจนความวุ่นวายที่เกิดจากผู้คนติดตามขอวัตถุมงคล พระองค์ยังทรงตั้งข้อสังเกตถึงผู้ติดตามหรือช่างแกะที่อาจได้รับประโยชน์จากการขายเสือก่อนนำมาให้พระครูปานปลุกเสก

ด้วยเหตุนี้ พระราชหัตถเลขาจึงมีคุณค่ามากกว่าการเป็นหลักฐานว่ากษัตริย์ทรงพบพระเกจิ เพราะยังทำให้เห็นสังคมรอบวัตถุมงคลในยุคนั้น เห็นความสัมพันธ์ระหว่างพระ ช่าง ผู้ศรัทธา และการซื้อขาย รวมทั้งแสดงให้เห็นว่าความนิยมในเสือหลวงพ่อปานเกิดขึ้นแล้วขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่

**เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน: สิ่งที่มีหลักฐานและสิ่งที่เป็นตำนาน**

“เสือหลวงพ่อปาน” คือเครื่องรางรูปเสือที่แกะจากเขี้ยวเสือ แล้วนำมาให้หลวงพ่อปานประกอบพิธีตามธรรมเนียมความเชื่อในสมัยนั้น ปัจจุบันชื่อของท่านแทบแยกไม่ออกจากวัตถุมงคลประเภทนี้ แต่การศึกษาควรแบ่งเรื่องออกเป็นสองชั้นอย่างชัดเจน

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/10/------------------------------------------------------------.png)

****เขี้ยวเสือหลวงพ่อปาน**

**สิ่งที่มีหลักฐานร่วมสมัยรองรับ**

พระราชหัตถเลขาระบุว่า รูปเสือแกะจากเขี้ยวเสือมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ฝีมือค่อนข้างหยาบ และเป็นสิ่งที่ผู้คนนิยมกันมาก ข้อความยังชี้ว่ามีช่างหรือผู้ติดตามเป็นผู้แกะเสือ เมื่อผู้ศรัทธาได้รูปเสือมาแล้วจึงนำไปให้พระครูปานปลุกเสก แสดงว่าหลวงพ่อปานอาจไม่ได้เป็นผู้แกะเสือทุกตัวด้วยตนเอง ดังที่ข้อความโฆษณาหรือเรื่องเล่าในตลาดพระบางแห่งมักกล่าวอ้าง 

เอกสารยังกล่าวถึงราคาที่เพิ่มขึ้นเมื่อมีผู้ต้องการจำนวนมาก จึงเป็นหลักฐานว่ามีมิติทางการค้าเกี่ยวข้องกับเสือแกะมาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อปาน ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในตลาดของสะสมยุคปัจจุบัน

**สิ่งที่อยู่ในขอบเขตของเรื่องเล่าและความเชื่อ**

เรื่องที่เสือแกะสามารถกระโดดเข้าไปในเนื้อหมูระหว่างพิธีปลุกเสกถูกบันทึกในพระราชหัตถเลขาในฐานะ “ข่าวที่ล่ำลือกัน” ไม่ใช่เหตุการณ์ที่ผู้บันทึกทรงรับรองว่าได้ทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง ดังนั้น เรื่องนี้ควรนำเสนอในฐานะตำนานเกี่ยวกับการปลุกเสก ซึ่งสะท้อนความเชื่อของผู้คนในยุคนั้น แต่ยังไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ 

เช่นเดียวกับคำกล่าวเรื่องคงกระพัน แคล้วคลาด เมตตามหานิยม หรืออำนาจบารมี สิ่งเหล่านี้อยู่ในขอบเขตความเชื่อของผู้ศรัทธา ผลลัพธ์ไม่สามารถรับรองได้ และไม่ควรใช้แทนการใช้ชีวิตด้วยความรอบคอบหรือการปฏิบัติตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

**ข้อควรระวังสำหรับผู้ศึกษาวัตถุมงคล**

การพบเสือแกะเก่า รูปทรงคล้ายแบบที่นิยม หรือมีอักขระใต้ฐาน ไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าเป็นวัตถุที่ผ่านพิธีโดยหลวงพ่อปาน การตรวจสอบต้องพิจารณาวัสดุ อายุ งานแกะ รอยจาร ประวัติการครอบครอง และเปรียบเทียบกับวัตถุที่มีหลักฐานที่มาชัดเจน

บทความหรือภาพถ่ายทางอินเทอร์เน็ตไม่สามารถใช้รับรองความแท้หรือกำหนดราคาได้ อีกทั้งคำเรียกพิมพ์ ช่างแกะ หรือยันต์เฉพาะหลายแบบมาจากการจัดหมวดหมู่ของนักสะสมในสมัยหลัง จึงไม่ควรนำข้อมูลตลาดพระมาปะปนกับหลักฐานชีวประวัติโดยไม่มีการตรวจสอบ

**หลวงพ่อปานกับงานสาธารณประโยชน์**

ความศรัทธาที่ชุมชนมีต่อหลวงพ่อปานไม่ได้เกิดจากเครื่องรางเพียงด้านเดียว ประวัติท้องถิ่นยังจดจำท่านในฐานะพระผู้ช่วยพัฒนาการเดินทางและความเชื่อมโยงระหว่างชุมชน โดยมีเรื่องเล่าถึงการนำชาวบ้านสร้างถนนหลายสาย ตลอดจนการสนับสนุนพื้นที่ทางศาสนาในบริเวณคลองด่าน 

แม้ข้อมูลดังกล่าวยังไม่พบเอกสารราชการร่วมสมัยรับรองครบทุกเส้นทาง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับหลักฐานเรื่องการนำพระภิกษุหลายร้อยรูปเดินธุดงค์ ก็พอสะท้อนให้เห็นว่าท่านมีเครือข่ายผู้ศรัทธาและความสามารถในการรวบรวมผู้คนอย่างกว้างขวาง

บทบาทเช่นนี้มีความสำคัญต่อชุมชนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ซึ่งวัดยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา สวัสดิการ และการประสานงานของท้องถิ่น การระลึกถึงหลวงพ่อปานจึงเป็นการระลึกถึงทั้งพระอาจารย์และผู้นำชุมชน ไม่ใช่เฉพาะผู้สร้างวัตถุมงคล

**มรณภาพและหลักฐานราชกิจจานุเบกษา**

ข่าวมรณภาพในราชกิจจานุเบกษาระบุว่า พระครูพิพัฒนิโรธกิจ หรือหลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส แขวงเมืองสมุทรปราการ อาพาธด้วยโรคฝีในคอ และมรณภาพเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ร.ศ. 129 ตรงกับ พ.ศ. 2453 

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/10/------------------------------------------------------------------------------------------------------1.jpg)

พระครูพิพัฒนิโรธกิจ หรือหลวงพ่อปาน

หากยึดปีเกิด พ.ศ. 2368 ตามประวัติชุมชน ท่านจะมีอายุประมาณ 85 ปี หรือ 86 ปีตามวิธีนับอายุแบบเดิมที่บางแหล่งใช้ แต่เนื่องจากปีเกิดยังมีข้อไม่แน่นอน จึงควรหลีกเลี่ยงการยืนยันจำนวนอายุและพรรษาอย่างเด็ดขาด ส่วนวันมรณภาพและสาเหตุการอาพาธมีหลักฐานทางราชการรองรับค่อนข้างชัดเจน

ราชกิจจานุเบกษายังบันทึกว่า ในวันที่ 9 เมษายน ร.ศ. 130 หรือ พ.ศ. 2454 มีการพระราชทานสิ่งของและเงินสำหรับงานศพของพระครูพิพัฒนิโรธกิจ วัดมงคลโคธาวาส ได้แก่ เงิน 1,000 สตางค์และผ้าขาวสองพับ ข้อมูลนี้สะท้อนถึงสถานะของท่านในระบบคณะสงฆ์และการรับรู้ของราชการหลังมรณภาพ 

**เหตุใดหลวงพ่อปานจึงเป็นพระเกจิที่คนศรัทธาสืบต่อกันมา**

ความศรัทธาต่อหลวงพ่อปานสามารถอธิบายได้จากหลายองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกัน ไม่จำเป็นต้องอาศัยเรื่องอภินิหารเพียงอย่างเดียว

ประการแรก ท่านมีวัตรปฏิบัติด้านวิปัสสนาและธุดงควัตรที่ปรากฏในเอกสารร่วมสมัย ราชกิจจานุเบกษาเรียกท่านว่าอาจารย์วิปัสสนา ขณะที่พระราชหัตถเลขาระบุถึงคณะพระจำนวนมากที่ร่วมเดินธุดงค์กับท่าน จึงมีหลักฐานสนับสนุนภาพของพระอาจารย์ผู้มีบทบาทจริงในหมู่พระภิกษุและประชาชน 

ประการที่สอง ท่านมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับชุมชนบางเหี้ย ชื่อของหลวงพ่อปานปรากฏอยู่ในความทรงจำเกี่ยวกับเส้นทางคมนาคม วัดใกล้เคียง และกิจกรรมสาธารณะ ทำให้ศรัทธาต่อท่านเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ท้องถิ่นคลองด่าน

ประการที่สาม เสือแกะจากเขี้ยวเสือทำหน้าที่เป็นวัตถุแห่งความทรงจำ แม้ความเชื่อเรื่องพุทธคุณจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ตัววัตถุช่วยให้เรื่องราวของหลวงพ่อปานถ่ายทอดจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง และเชื่อมโลกของประวัติศาสตร์ชุมชนเข้ากับวัฒนธรรมการสะสมวัตถุมงคล

ประการที่สี่ เอกสารในรัชกาลที่ 5 ทำให้ประวัติของท่านมีหลักฐานมากกว่าคำบอกเล่าปากต่อปาก การปรากฏชื่อในราชกิจจานุเบกษาและพระราชหัตถเลขาช่วยยืนยันว่าชื่อเสียงของท่านเกิดขึ้นในช่วงที่ยังมีชีวิต มิใช่เพิ่งสร้างขึ้นหลังมรณภาพ

ประการสุดท้าย ประเพณีนมัสการและขบวนแห่หลวงพ่อปานยังคงทำหน้าที่ถ่ายทอดความทรงจำของชุมชน การจัดงานไม่ได้มีเพียงพิธีสักการะ แต่ยังเชื่อมโยงกับการศึกษา การศาสนา การสาธารณสุข และกิจกรรมสาธารณกุศล ทำให้ความศรัทธามีมิติทางสังคมควบคู่กับมิติทางจิตใจ 

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/10/-----------------------------------------------------------------1-1.jpg)

**งานนมัสการและประเพณีแห่หลวงพ่อปาน**

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการระบุว่า งานนมัสการหลวงพ่อปานเป็นประเพณีที่จัดต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ก่อนถึงวันงานจะมีการอัญเชิญรูปหล่อหลวงพ่อปานไปตามตำบลต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสักการะและปิดทอง ก่อนนำไปประดิษฐานบริเวณที่ว่าการอำเภอบางบ่อ 

รายได้ที่เหลือจากการจัดงานมีการนำไปสนับสนุนทุนการศึกษา กิจการทางศาสนา การสาธารณสุข และงานสาธารณกุศลในท้องถิ่น ลักษณะดังกล่าวทำให้งานนมัสการเป็นมากกว่างานประจำปีของวัด แต่เป็นกิจกรรมร่วมของคนในอำเภอบางบ่อและชุมชนโดยรอบ

ข้อมูลเกี่ยวกับวันจัดงานมีรายละเอียดต่างกันตามแหล่งข้อมูล บางแหล่งระบุช่วงขึ้น 5–7 ค่ำ เดือน 12 ขณะที่ข้อมูลประชาสัมพันธ์จังหวัดระบุวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 จึงควรเข้าใจว่าเป็นช่วงประเพณีตามปฏิทินจันทรคติ และกำหนดการจริงอาจปรับเปลี่ยนในแต่ละปี ผู้ที่จะเดินทางไปร่วมงานควรตรวจสอบประกาศจากวัดหรือหน่วยงานท้องถิ่นอีกครั้ง 

**ข้อควรรู้ก่อนเดินทางไปวัดมงคลโคธาวาส**

วัดมงคลโคธาวาสตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทในตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ใกล้ชุมชนและตลาดคลองด่าน ฐานข้อมูลทางวัฒนธรรมระบุที่ตั้งเลขที่ 1 บ้านคลองด่าน หมู่ที่ 13 แต่รายละเอียดทางเข้า จุดจอดรถ และเส้นทางขนส่งสาธารณะอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพพื้นที่ 

ผู้ไปเยี่ยมชมควรแต่งกายสุภาพ ปิดไหล่และเข่า ลดเสียงขณะอยู่ในพื้นที่ประกอบศาสนกิจ และปฏิบัติตามป้ายหรือคำแนะนำของวัด ก่อนถ่ายภาพรูปหล่อ วัตถุมงคล หรือพื้นที่ภายในอาคาร ควรตรวจสอบว่าทางวัดอนุญาตหรือไม่

การสักการะสามารถทำด้วยความเคารพโดยไม่จำเป็นต้องบนบานหรือคาดหวังผลที่แน่นอน จุดสำคัญคือการระลึกถึงวัตรปฏิบัติ ความเพียร และประโยชน์ที่หลวงพ่อปานมีต่อชุมชน หากสนใจเช่าบูชาวัตถุมงคล ควรแยกวัตถุที่จัดสร้างในสมัยหลังออกจากวัตถุซึ่งกล่าวอ้างว่าเป็นของในสมัยท่าน และไม่ควรถือคำรับรองจากผู้ขายเพียงรายเดียวเป็นข้อยุติ

จากการตรวจสอบข้อมูลถึงวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569 ยังไม่พบประกาศทางการที่ยืนยันเวลาเปิด–ปิดประจำวันแบบถาวร จึงควรตรวจสอบกับวัดหรือหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง โดยเฉพาะวันพระ วันสำคัญทางศาสนา และช่วงจัดงานประจำปี

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/10/------------------------------------------.jpg)

****วัดมงคลโคธาวาส**

**สรุปประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย**

หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย หรือพระครูพิพัฒนิโรธกิจ เป็นพระเถระที่มีบทบาทสำคัญต่อวัดมงคลโคธาวาสและชุมชนคลองด่าน ประวัติท้องถิ่นระบุว่าท่านเกิดเมื่อ พ.ศ. 2368 ศึกษาและอุปสมบทที่วัดอรุณราชวราราม ก่อนกลับมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบางเหี้ยนอก ส่วนปีเกิด ฉายา และรายละเอียดครอบครัวยังมีข้อมูลต่างกันและควรใช้ด้วยความระมัดระวัง

สิ่งที่มีหลักฐานร่วมสมัยชัดเจนคือ ท่านได้รับการยอมรับว่าเป็นอาจารย์วิปัสสนา ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูพิพัฒนิโรธกิจ และเป็นผู้นำพระภิกษุจำนวนมากออกเดินธุดงค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกถึงวัตรปฏิบัติ บุคลิก และความนิยมในเสือแกะของท่านไว้โดยตรง

เสือหลวงพ่อปานจึงมีหลักฐานว่ามีอยู่และได้รับความนิยมตั้งแต่ขณะท่านยังมีชีวิต แต่เรื่องอภินิหารและพุทธคุณยังเป็นความเชื่อซึ่งไม่สามารถรับรองผลได้ การมองหลวงพ่อปานผ่านหลักฐานด้านวิปัสสนา ธุดงควัตร การเป็นผู้นำ และความสัมพันธ์กับชุมชน ช่วยให้เข้าใจว่าเหตุใดชื่อของท่านจึงยังอยู่ในความทรงจำของชาวคลองด่านมาจนถึงปัจจุบัน

**คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย**

**หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย เป็นองค์เดียวกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคหรือไม่**

ไม่ใช่องค์เดียวกัน หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย คือพระครูพิพัฒนิโรธกิจ อดีตเจ้าอาวาสวัดมงคลโคธาวาส จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคเป็นพระเกจิอีกองค์หนึ่งของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อตรวจสอบข้อมูล หนังสือ หรือวัตถุมงคล จึงควรดูชื่อวัดและจังหวัดประกอบทุกครั้ง

**วัดบางเหี้ยในปัจจุบันชื่ออะไร**

วัดที่หลวงพ่อปานเป็นเจ้าอาวาสคือวัดบางเหี้ยนอก ปัจจุบันใช้ชื่อทางการว่า “วัดมงคลโคธาวาส” ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนวัดบางเหี้ยในหรือวัดบางเหี้ยบน ปัจจุบันคือวัดโคธาราม จึงเป็นคนละวัดกัน 

**หลวงพ่อปานเกิดเมื่อใด**

ประวัติชุมชนและข้อมูลประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่ระบุว่าเกิดเมื่อ พ.ศ. 2368 แต่ยังไม่พบทะเบียนร่วมสมัยที่ยืนยันวันและเดือนเกิด พระราชหัตถเลขาใน ร.ศ. 127 ระบุอายุของท่านไว้ประมาณ 70 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับปีเกิดดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ ดังนั้น พ.ศ. 2368 ควรถือเป็นปีเกิดตามประวัติท้องถิ่น ไม่ใช่วันที่ยืนยันได้โดยไม่มีข้อสงสัย 

**หลวงพ่อปานมีฉายาว่าอะไร**

ยังไม่พบข้อยุติที่ชัดเจน บางแหล่งระบุ “ติสฺสโร” ขณะที่บางแหล่งระบุ “อคฺคปญฺโญ” หรือ “อัคคปัญโญ” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรบันทึกความแตกต่างนี้ไว้โดยไม่ได้ยืนยันฉายาใด จึงควรรอหลักฐานทะเบียนอุปสมบทหรือเอกสารต้นฉบับก่อนสรุป 

**หลวงพ่อปานได้รับสมณศักดิ์เมื่อใด**

ราชกิจจานุเบกษาลงวันที่ 17 พฤศจิกายน ร.ศ. 120 หรือช่วง พ.ศ. 2444 ระบุการตั้งเจ้าอธิการปาน อาจารย์วิปัสนา วัดบางเหี้ย เป็นพระครูพิพัฒนิโรธกิจ พร้อมนิตยภัตเดือนละ 6 บาท หลักฐานนี้แสดงว่าท่านได้รับสมณศักดิ์ก่อนการเสด็จประพาสคลองบางเหี้ยใน ร.ศ. 127 

**เสือหลวงพ่อปานมีอยู่จริงในสมัยท่านหรือไม่**

มีหลักฐานร่วมสมัยว่ารูปเสือแกะจากเขี้ยวเสือได้รับความนิยมในช่วงที่หลวงพ่อปานยังมีชีวิต พระราชหัตถเลขาระบุว่ามีผู้แกะเสือแล้วนำไปให้ท่านปลุกเสก แต่ไม่ได้ยืนยันว่าเสือทุกตัวแกะโดยท่านเอง ส่วนเรื่องเสือกระโดดเข้าเนื้อหมูถูกบันทึกว่าเป็นข่าวลือ จึงควรแยกออกจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ 

![](https://storage.ghost.io/c/26/61/266122cd-183c-4e2e-b2a4-637c572f27db/content/images/2026/10/-------------------------------------------1.jpg)

**หลวงพ่อปานมรณภาพเมื่อใด**

ราชกิจจานุเบกษาระบุว่าท่านอาพาธเป็นฝีในคอและมรณภาพวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2453 ส่วนจำนวนอายุและพรรษาที่ปรากฏในหนังสือสมัยหลังมีรายละเอียดต่างกัน เนื่องจากปีเกิดของท่านยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยันอย่างแน่นอน 

**งานนมัสการหลวงพ่อปานจัดช่วงไหน**

โดยประเพณีจัดในช่วงเดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติ ประมาณเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน บางแหล่งระบุช่วงขึ้น 5–7 ค่ำ ขณะที่สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการระบุวันขึ้น 8 ค่ำ กำหนดการอาจเปลี่ยนในแต่ละปี จึงควรตรวจสอบประกาศล่าสุดจากวัดและหน่วยงานท้องถิ่นก่อนเดินทาง 

**แหล่งข้อมูลอ้างอิง**

- ราชกิจจานุเบกษา เรื่องการตั้งตำแหน่งพระราชาคณะ พระครู และเปรียญ ลงวันที่ 17 พฤศจิกายน ร.ศ. 120
- พระราชหัตถเลขาเรื่องเสด็จประพาสมณฑลปราจีน ร.ศ. 127 ในฐานข้อมูลชุมชน ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
- ราชกิจจานุเบกษา ข่าวมรณภาพพระครูพิพัฒนิโรธกิจ ลงวันที่ 18 กันยายน ร.ศ. 129
- ราชกิจจานุเบกษา รายการพระราชทานเกี่ยวกับงานศพ วันที่ 9 เมษายน ร.ศ. 130
- ฐานข้อมูลชุมชน “บางเหี้ย” ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
- ศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เรื่องวัดมงคลโคธาวาส
- สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการ เรื่องงานนมัสการหลวงพ่อปาน อำเภอบางบ่อ
- ราชกิจจานุเบกษาเรื่องเปลี่ยนชื่ออำเภอบางเหี้ยและพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนนามอำเภอและตำบลบางแห่ง
- แนวทางการเรียบเรียงและตรวจสอบข้อเท็จจริงของเว็บไซต์ [Onepra.com](http://onepra.com/?ref=onepra.com)