โป๊ยเซียนคือใคร? ประวัติ ตำนาน และเส้นทางสู่ความเป็นเซียนของแปดเซียนจีน
โป๊ยเซียนคือกลุ่มเซียนแปดองค์ในคติเต๋า เรียนรู้รายชื่อ ประวัติ ตำนานเส้นทางสู่ความเป็นเซียน เรื่องแปดเซียนข้ามทะเล และข้อแตกต่างระหว่างหลักฐานทางประวัติศาสตร์กับความเชื่อ
โป๊ยเซียน หรือ “แปดเซียน” คือกลุ่มเซียนแปดองค์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในคติเต๋า ศาสนาชาวบ้านจีน วรรณกรรม งิ้ว จิตรกรรม และศิลปกรรมมงคลของชาวจีน รายชื่อที่ยอมรับกันแพร่หลายในปัจจุบันประกอบด้วย หลี่เถียไกว่ จงหลีเฉวียน จางกั่วเหล่า หลันไฉ่เหอ เหอเซียนกู หลี่ว์ต้งปิน หานเซียงจื่อ และเฉากั๋วจิ้ว
อย่างไรก็ตาม เซียนทั้งแปดไม่ได้เป็นบุคคลร่วมสมัยที่เดินทางหรือปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยกันจริงตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นการนำบุคคลในตำนาน นักพรต บุคคลที่อาจมีตัวตนจริง และตัวละครจากเรื่องเล่าหลายยุคมารวมเป็นคณะเดียวกัน กระบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ก่อนที่วรรณกรรมและศิลปะในช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง ราชวงศ์หยวน และโดยเฉพาะสมัยราชวงศ์หมิง จะช่วยทำให้รายชื่อและเรื่องราวของโป๊ยเซียนมีรูปแบบใกล้เคียงกับที่รู้จักกันในปัจจุบัน
จุดเด่นของตำนานโป๊ยเซียนไม่ได้อยู่ที่อิทธิฤทธิ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่ภูมิหลังอันแตกต่างของสมาชิกแต่ละองค์ มีทั้งคนยากจน ขุนนาง นักรบ นักปราชญ์ หญิงสาว นักดนตรี ผู้สูงวัย และผู้ที่ละทิ้งชีวิตในราชสำนัก เรื่องราวเหล่านี้จึงสะท้อนแนวคิดว่า เส้นทางสู่การเป็นเซียนมิได้จำกัดอยู่เฉพาะชนชั้น อายุ เพศ หรือฐานะใดฐานะหนึ่ง แต่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงภายใน การฝึกตน การลดละความยึดติด และการใช้ความสามารถช่วยเหลือผู้อื่น
โป๊ยเซียนหมายถึงอะไร
คำว่า “โป๊ยเซียน” เป็นการออกเสียงตามสำเนียงจีนแต้จิ๋วที่คุ้นเคยในสังคมไทย ส่วนภาษาจีนกลางออกเสียงว่า “ปาเซียน” เขียนว่า 八仙 และถอดเสียงเป็นภาษาจีนกลางว่า Bāxiān คำว่า 八 หรือ “ปา–โป๊ย” หมายถึงเลขแปด ส่วนคำว่า 仙 หรือ “เซียน” หมายถึงผู้วิเศษ ผู้ข้ามพ้น หรือผู้บรรลุสภาวะเหนือข้อจำกัดตามคติจีน
ในภาษาไทยนิยมเรียกโป๊ยเซียนว่า “เทพเจ้าจีนแปดองค์” เพื่อให้เข้าใจง่าย แต่คำว่า “เซียน” ไม่ได้มีความหมายตรงกับเทพผู้สร้างหรือเทพเจ้าที่ดำรงอยู่มาแต่แรกเสมอไป ในเรื่องเล่าจำนวนมาก เซียนเคยเป็นมนุษย์มาก่อน แล้วผ่านการฝึกตน ได้รับการถ่ายทอดวิชา สอบผ่านบททดสอบทางคุณธรรม หรือได้รับการยอมรับเข้าสู่โลกของผู้เป็นอมตะ
แหล่งข้อมูลทางคติเต๋าอธิบายว่า xian หรือเซียนมักหมายถึง “ผู้ข้ามพ้น” ซึ่งโดยทั่วไปเคยเป็นมนุษย์มาก่อน แม้ในประวัติศาสตร์ศาสนาเต๋าจะไม่มีเส้นแบ่งที่ตายตัวระหว่างเซียน ผู้วิเศษ และเทพในระบบสวรรค์ก็ตาม
ด้วยเหตุนี้ การกล่าวว่าโป๊ยเซียนเป็น “เทพ” จึงไม่ผิดเสียทีเดียวในบริบทการเคารพบูชา แต่ถ้าต้องการเข้าใจที่มาของเรื่องราวอย่างละเอียด ควรมองพวกเขาในฐานะ “มนุษย์หรือบุคคลในตำนานผู้เดินทางไปสู่ความเป็นเซียน” มากกว่ามองว่าเป็นเทพที่กำเนิดขึ้นพร้อมโลก

เซียนในคติเต๋าคือใคร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
แนวคิดเรื่องเซียนมีประวัติยาวนานในวัฒนธรรมจีน ก่อนจะถูกพัฒนาและผสมผสานเข้ากับศาสนาเต๋าอย่างเป็นระบบ เซียนมักถูกอธิบายว่าเป็นผู้สามารถก้าวพ้นความเสื่อมของร่างกาย มีอายุยืน เดินทางระหว่างโลกมนุษย์กับแดนสวรรค์ หรือดำรงอยู่ในสภาวะที่สอดคล้องกับ “เต๋า” ซึ่งหมายถึงหนทางหรือระเบียบพื้นฐานของธรรมชาติ
ในประวัติศาสตร์ศาสนาเต๋า มีแนวทางฝึกตนหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาคุณธรรม การทำสมาธิ การกำหนดลมหายใจ การบริหารพลังชี่ การรักษาความสงบภายใน การฝึกกาย และการเล่นแร่แปรธาตุ เก่อหง นักคิดและนักพรตในสมัยจิ้นตะวันออก เป็นบุคคลสำคัญที่เรียบเรียงแนวคิดเกี่ยวกับวิชาความเป็นอมตะไว้อย่างเป็นระบบ โดยเห็นว่าคุณธรรม เช่น ความเมตตา ความซื่อสัตย์ ความภักดี และความกตัญญู เป็นเงื่อนไขสำคัญของการแสวงหาความเป็นเซียน
อย่างไรก็ตาม ตำนานโป๊ยเซียนไม่ใช่คู่มือการปฏิบัติทางศาสนาที่มีแบบแผนเดียวกันทั้งหมด เรื่องเล่าของแต่ละองค์เกิดจากวรรณกรรม การแสดง ความเชื่อท้องถิ่น และการถ่ายทอดปากต่อปาก จึงพบรายละเอียดที่แตกต่างกัน บางเรื่องเน้นการฝึกสมาธิ บางเรื่องเน้นการผ่านบททดสอบทางคุณธรรม ขณะที่บางเรื่องใช้เหตุการณ์มหัศจรรย์เป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงจากชีวิตทางโลกไปสู่ชีวิตของเซียน
เรื่องยาอายุวัฒนะ การกินแร่ธาตุ หรือการใช้สารปรุงแต่งที่ปรากฏในตำนานควรอ่านในฐานะความเชื่อและภาพแทนทางวรรณกรรม ไม่ควรนำมาปฏิบัติจริง เนื่องจากสารบางประเภทที่กล่าวถึงในตำราและตำนานโบราณอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ประวัติการก่อตัวของคติโป๊ยเซียน
คำว่า “แปดเซียน” เคยหมายถึงคนหลายกลุ่ม
คำว่า “แปดเซียน” ไม่ได้หมายถึงโป๊ยเซียนชุดปัจจุบันมาตั้งแต่แรก ในประวัติศาสตร์จีนเคยมีการเรียกบุคคลหรือผู้วิเศษหลายกลุ่มว่า “แปดเซียน” เช่น กลุ่มแปดเซียนแห่งเสฉวน หรือกลุ่มนักปราชญ์ผู้รักการดื่มสุราซึ่งเรียกว่า “แปดเซียนแห่งถ้วยสุรา” รายชื่อในกลุ่มเหล่านั้นแตกต่างจากแปดเซียนที่รู้จักกันในปัจจุบัน
การจัดบุคคลเป็นกลุ่มละแปดสัมพันธ์กับความนิยมเชิงสัญลักษณ์ของเลขแปดในวัฒนธรรมจีน เลขแปดเชื่อมโยงกับการแบ่งทิศทั้งแปดและการจัดหมวดหมู่สิ่งต่าง ๆ เป็นชุดแปด แต่ไม่ควรสรุปว่ากลุ่มผู้วิเศษทุกชุดที่มีแปดองค์คือโป๊ยเซียนชุดเดียวกัน
เซียนจากหลายยุคค่อย ๆ ถูกนำมารวมกัน
สมาชิกโป๊ยเซียนมีภูมิหลังที่ถูกผูกโยงกับช่วงเวลาต่างกันมาก บางองค์ถูกกล่าวว่าอยู่ในสมัยฮั่น บางองค์สัมพันธ์กับสมัยถัง และบางองค์เชื่อมโยงกับราชสำนักสมัยซ่ง ความแตกต่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคณะโป๊ยเซียนไม่ได้เกิดจากกลุ่มบุคคลจริงในยุคเดียวกัน
นักวิชาการบางส่วนเห็นว่า ตัวละครหลายองค์เป็นที่รู้จักในตำนานแยกจากกันก่อน และเริ่มถูกนำมาเชื่อมโยงเป็นกลุ่มในช่วงปลายราชวงศ์ซ่งหรือต้นราชวงศ์หยวน ส่วนงานวิจัยด้านศิลปะและวัฒนธรรมโป๊ยเซียนระบุว่า สมาชิกของกลุ่มยังไม่ตายตัวจนถึงช่วงกลางราชวงศ์หมิง เมื่อวรรณกรรมและบทละครมีบทบาททำให้รายชื่อทั้งแปดมีความมั่นคงมากขึ้น
บทบาทของเรื่องตงโหยวจี้
วรรณกรรมสำคัญที่ช่วยกำหนดภาพของโป๊ยเซียนคือเรื่อง ตงโหยวจี้ หรือ 東遊記 ซึ่งแปลได้ว่า “บันทึกการเดินทางสู่ทิศตะวันออก” แต่งโดยอู๋หยวนไท่ในสมัยราชวงศ์หมิง เนื้อหาเรียงลำดับเรื่องการฝึกตน การได้รับการถ่ายทอดวิชา และการเป็นเซียนของบุคคลแต่ละองค์ ก่อนนำทุกองค์มารวมกันในตอนงานเลี้ยงท้อสวรรค์ การข้ามทะเล และการต่อสู้กับฝ่ายวังมังกร
ตงโหยวจี้ไม่ใช่บันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นวรรณกรรมศาสนาและเรื่องมหัศจรรย์ที่รวบรวมตำนานหลายสายเข้าด้วยกัน ความสำคัญของงานชิ้นนี้จึงอยู่ที่การทำให้เรื่องราวซึ่งเคยกระจัดกระจายกลายเป็นโครงเรื่องร่วม และทำให้ภาพของโป๊ยเซียนแพร่หลายผ่านนิยาย งิ้ว ภาพพิมพ์ งานหัตถกรรม และประเพณีท้องถิ่น
โป๊ยเซียนทั้ง 8 องค์มีใครบ้าง
ชื่อของโป๊ยเซียนในภาษาไทยพบการสะกดหลายแบบ เพราะถ่ายทอดผ่านทั้งภาษาจีนกลาง แต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และกวางตุ้ง บทความนี้ใช้รูปถอดเสียงภาษาจีนกลางเป็นหลัก พร้อมกล่าวถึงชื่อแบบที่คนไทยบางส่วนคุ้นเคยเมื่อจำเป็น
1. หลี่เถียไกว่ ผู้ถือไม้เท้าเหล็กและน้ำเต้า
หลี่เถียไกว่ หรือที่คนไทยเชื้อสายจีนบางกลุ่มเรียกว่า “หลีทิก้วย” หรือ “ทิก้วยลี้” เขียนว่า 李鐵拐 ชื่อของท่านหมายถึง “หลี่ไม้เท้าเหล็ก” รูปลักษณ์ที่พบในงานศิลปะมักเป็นชายขาพิการ แต่งกายคล้ายขอทาน ถือไม้เท้าเหล็กและน้ำเต้า หลี่เถียไกว่ถือเป็นตัวละครในตำนานมากกว่าบุคคลที่ยืนยันตัวตนได้ทางประวัติศาสตร์
ตำนานสายหนึ่งเล่าว่า เดิมท่านชื่อหลี่เสวียน เป็นผู้ฝึกเต๋าที่มีรูปร่างสง่างามและสามารถถอดจิตออกจากร่างได้ วันหนึ่งจิตของท่านออกเดินทางไปพบท่านอาจารย์ แต่ศิษย์ผู้เฝ้าร่างเข้าใจว่าท่านเสียชีวิตแล้วจึงเผาร่างนั้น เมื่อจิตกลับมาและไม่พบร่างเดิม จึงต้องเข้าสิงร่างขอทานที่เพิ่งเสียชีวิตและมีขาพิการ จากนั้นได้รับไม้เท้าเหล็กและออกช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก
เรื่องนี้มักถูกตีความว่า คุณค่าภายในสำคัญกว่ารูปลักษณ์ภายนอก อีกทั้งประสบการณ์แห่งความเจ็บปวดทำให้หลี่เถียไกว่เข้าใจความทุกข์ของผู้อื่น น้ำเต้าที่ถืออยู่จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของยาและการบรรเทาความทุกข์ในตำนาน แต่ไม่ได้หมายความว่าภาพหรือวัตถุบูชาที่เกี่ยวข้องจะสามารถรักษาโรคได้จริง
2. จงหลีเฉวียน นักรบผู้ละทิ้งชื่อเสียงทางโลก
จงหลีเฉวียน เขียนว่า 鍾離權 บางครั้งเรียกว่า “ฮั่นจงหลี” และมีชื่อแบบสำเนียงจีนในประเทศไทยแตกต่างกันไป ภาพของท่านมักเป็นชายรูปร่างใหญ่ เปิดท้อง ถือพัด และมีท่าทางร่าเริง นิกายเฉวียนเจินของศาสนาเต๋ายกย่องจงหลีเฉวียนเป็นหนึ่งในบรรพาจารย์สำคัญ
ช่วงเวลาที่ท่านมีชีวิตอยู่ไม่เป็นที่ยุติ บางตำนานจัดให้อยู่ในสมัยโจว บางตำนานระบุสมัยฮั่น ขณะที่อีกสายหนึ่งเชื่อมโยงกับสมัยถัง เรื่องเล่าที่แพร่หลายกล่าวว่า ท่านเคยเป็นแม่ทัพ แต่พ่ายแพ้ในการรบจนต้องหลบหนีเข้าไปในภูเขา ที่นั่นท่านได้พบอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชาเต๋า จึงละทิ้งความทะเยอทะยานทางการทหารและหันมาฝึกตน
ในตำนานบางฉบับ จงหลีเฉวียนใช้วิชาที่ได้รับมาช่วยเหลือประชาชนในช่วงทุพภิกขภัย ก่อนบรรลุและได้รับเชิญขึ้นสู่สวรรค์ เส้นทางของท่านจึงแสดงภาพของมนุษย์ที่ตื่นขึ้นจากความหลงใหลในชัยชนะ ยศ และอำนาจ แล้วเปลี่ยนความสามารถของตนไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่น
3. หลี่ว์ต้งปิน นักปราชญ์ผู้ตื่นจากความฝันแห่งลาภยศ
หลี่ว์ต้งปิน เขียนว่า 呂洞賓 เป็นสมาชิกโป๊ยเซียนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดองค์หนึ่ง และมีการนับถือแยกเฉพาะองค์อย่างกว้างขวาง ชื่อเดิมมักระบุว่า “หลี่ว์เหยียน” นักวิชาการส่วนหนึ่งเห็นว่าอาจมีต้นแบบเป็นบุคคลในสมัยถัง แต่รายละเอียดเรื่องสถานที่เกิด ชีวิตราชการ และเหตุการณ์สำคัญยังมีข้อถกเถียง
ตำนานสำคัญเล่าว่า หลี่ว์เหยียนใฝ่ฝันจะสอบเข้ารับราชการ วันหนึ่งระหว่างพักในโรงเตี๊ยม เขาได้พบจงหลีเฉวียนและหลับไป ในความฝัน เขาสอบได้ มีตำแหน่งสูง มีครอบครัวและเกียรติยศ แต่ภายหลังกลับถูกลงโทษ สูญเสียทุกสิ่ง และต้องเผชิญความโดดเดี่ยว เมื่อสะดุ้งตื่น เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ จนเครื่องดื่มหรืออาหารที่กำลังอุ่นยังไม่ทันเสร็จ เหตุการณ์นี้ทำให้เขาเห็นความไม่แน่นอนของชื่อเสียงและความสำเร็จทางโลก
หลังจากนั้น จงหลีเฉวียนยังทดสอบหลี่ว์ต้งปินหลายประการ เช่น การไม่ยึดติดในทรัพย์สิน ความซื่อสัตย์ ความเมตตา ความกล้าหาญ และการควบคุมตนเอง เมื่อผ่านบททดสอบจึงได้รับการถ่ายทอดวิชา ภาพของหลี่ว์ต้งปินมักถือกระบี่ ซึ่งในงานศิลปะและการตีความภายหลังเชื่อมโยงกับการขจัดสิ่งชั่วร้าย รวมถึงการตัดความหลงและความยึดติดภายในตนเอง
4. จางกั่วเหล่า เซียนอาวุโสผู้ขี่ลาขาว
จางกั่วเหล่า เขียนว่า 張果老 คำว่า “เหล่า” หมายถึงผู้เฒ่าหรือผู้อาวุโส จึงมีความหมายประมาณว่า “ท่านผู้เฒ่าจางกั่ว” ในบรรดาโป๊ยเซียน จางกั่วเหล่าเป็นองค์ที่มีร่องรอยเชื่อมโยงกับบุคคลชื่อจางกั่ว ซึ่งปรากฏในเอกสารสมัยถังในฐานะนักพรตเต๋า แต่เรื่องอายุหลายร้อยปี การคืนชีพ และการเดินทางด้วยลาวิเศษเป็นส่วนของตำนานที่พัฒนาขึ้นภายหลัง
ภาพที่คนทั่วไปคุ้นเคยมักเป็นชายชราขี่ลาขาว โดยบางครั้งนั่งหันหลัง ตำนานเล่าว่าลาของท่านสามารถเดินทางไกลอย่างรวดเร็ว และเมื่อไม่ใช้งานสามารถพับเก็บได้ราวกับทำจากกระดาษ ก่อนนำออกมาใช้ใหม่ด้วยวิธีมหัศจรรย์ เครื่องหมายอีกอย่างหนึ่งคือเครื่องดนตรีหรือกลองปลาที่ใช้ประกอบการขับลำนำ
ต่างจากสมาชิกบางองค์ เรื่องของจางกั่วเหล่าไม่ค่อยมี “ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนจากมนุษย์เป็นเซียน” ที่ชัดเจน ตำนานจำนวนมากนำเสนอท่านในฐานะผู้เฒ่าลึกลับที่เป็นเซียนอยู่ก่อนแล้ว ตัวตนของท่านจึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการผสมกันระหว่างนักพรตที่อาจมีอยู่จริงกับภาพเซียนผู้มีอายุยืนในวรรณกรรมพื้นบ้าน
5. หลันไฉ่เหอ นักพเนจรผู้ร้องเพลงเตือนสติ
หลันไฉ่เหอ เขียนว่า 藍采和 เป็นสมาชิกที่มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวตนน้อยและไม่แน่นอนที่สุดองค์หนึ่ง ในวรรณกรรมและงานศิลปะบางแห่งปรากฏเป็นชายหนุ่ม บางแห่งเป็นหญิงสาว และบางแห่งมีรูปลักษณ์ที่ไม่ระบุเพศอย่างชัดเจน จึงไม่ควรยืนยันเพศของหลันไฉ่เหออย่างตายตัว
ตำนานโดยทั่วไปกล่าวถึงหลันไฉ่เหอในฐานะนักพเนจร แต่งกายไม่เป็นไปตามฤดูกาล บางครั้งสวมรองเท้าเพียงข้างเดียว เดินร้องเพลงหรือเคาะไม้ให้จังหวะ เนื้อเพลงกล่าวถึงความไม่จีรังของชีวิต เงินที่ได้รับจากผู้คนมักนำไปแจกจ่าย ปล่อยทิ้ง หรือใช้โดยไม่สะสม บางเรื่องเล่าว่าหลันไฉ่เหอไม่แก่ชราและขึ้นสู่สวรรค์ด้วยนกกระเรียน
สัญลักษณ์สำคัญคือกระเช้าดอกไม้หรือเครื่องให้จังหวะ เรื่องราวของหลันไฉ่เหอมักถูกอ่านว่าเป็นการตั้งคำถามต่อค่านิยมทางสังคม ทั้งเรื่องทรัพย์สิน ภาพลักษณ์ และความสำเร็จตามแบบแผน แต่รายละเอียดเกี่ยวกับชาติกำเนิด อาจารย์ และวิธีบรรลุเป็นเซียนแตกต่างกันมากในแต่ละฉบับ
6. เหอเซียนกู เซียนหญิงผู้ฝึกตนและดูแลครอบครัว
เหอเซียนกู เขียนว่า 何仙姑 เป็นหญิงเพียงองค์เดียวในรายชื่อโป๊ยเซียนมาตรฐาน ชื่อ “เซียนกู” หมายถึงหญิงผู้เป็นเซียน ส่วนบ้านเกิดมีอย่างน้อยสองกระแสสำคัญ คือเมืองเจิงเฉิงในมณฑลกวางตุ้ง และบริเวณหย่งโจวในมณฑลหูหนาน
ตำนานฉบับหนึ่งเล่าว่า เมื่อยังเป็นสาว นางฝันเห็นผู้วิเศษแนะนำให้กินผงแร่ชนิดหนึ่ง หลังจากนั้นร่างกายค่อย ๆ เบาและต้องการอาหารน้อยลง แม้เริ่มฝึกตน นางยังออกไปเก็บของจากภูเขามาเลี้ยงดูมารดา ต่อมาได้พบหลี่เถียไกว่และหลันไฉ่เหอซึ่งถ่ายทอดวิชาให้ ก่อนที่นางจะหายตัวหรือขึ้นสู่สวรรค์ตามเรื่องเล่าแต่ละฉบับ
การกินผงแร่ในเรื่องนี้เป็นองค์ประกอบของตำนานความเป็นอมตะ ไม่ใช่คำแนะนำด้านสุขภาพและไม่ควรเลียนแบบ ภาพของเหอเซียนกูมักถือดอกบัว ลูกท้อ หรือเครื่องดนตรีเซิง ดอกบัวทำให้ท่านถูกเชื่อมโยงกับความบริสุทธิ์และความเปิดกว้างทางจิตใจ ขณะที่เรื่องการดูแลมารดาสะท้อนการประสานระหว่างการแสวงหาทางจิตวิญญาณกับคุณธรรมเรื่องความกตัญญู
7. หานเซียงจื่อ เซียนแห่งดนตรีและเสรีภาพทางความคิด
หานเซียงจื่อ เขียนว่า 韓湘子 มักถือขลุ่ยและได้รับการเชื่อมโยงกับดนตรี ตำนานระบุว่าเป็นญาติรุ่นหลังของหานอวี้ นักปราชญ์และขุนนางสำคัญในสมัยถัง อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ไม่ยืนยันว่าบุคคลชื่อหานเซียงฝึกเต๋าหรือเป็นเซียน นักวิชาการจึงเสนอว่าเรื่องของหานเซียงจื่ออาจเกิดจากการผสมตัวตนของญาติหานอวี้มากกว่าหนึ่งคนเข้าด้วยกัน
ในตำนาน หานเซียงจื่อไม่สนใจเส้นทางสอบรับราชการตามที่ครอบครัวคาดหวัง แต่เลือกศึกษาวิถีเต๋า บางฉบับเล่าว่าได้รับการสั่งสอนจากหลี่ว์ต้งปินและจงหลีเฉวียน ส่วนเรื่องหนึ่งกล่าวว่าเขาปีนต้นท้อ พบเหตุการณ์คล้ายความตาย แล้วเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ความเป็นเซียน
เรื่องเล่าหลังจากเป็นเซียนมักกล่าวถึงการเสกดอกไม้ ทำให้เหล้าปรากฏ และช่วยเหลือหานอวี้ในยามลำบาก ขลุ่ยจึงเป็นเครื่องหมายที่ใช้จำแนกหานเซียงจื่อในงานศิลปะ และทำให้ท่านถูกมองว่าเป็นตัวแทนของเสียงดนตรี ความสร้างสรรค์ และการไม่ยอมจำกัดชีวิตไว้เพียงความสำเร็จทางราชการ
8. เฉากั๋วจิ้ว ขุนนางผู้ละทิ้งอภิสิทธิ์และสำนึกผิด
เฉากั๋วจิ้ว เขียนว่า 曹國舅 คำว่า “กั๋วจิ้ว” หมายถึงพระมาตุลาหรือน้าชายของแผ่นดิน ตำนานเชื่อมโยงท่านกับพระอนุชาของจักรพรรดินีเฉา พระมเหสีในจักรพรรดิเหรินจงแห่งราชวงศ์ซ่ง แต่รายละเอียดเกี่ยวกับชื่อเดิมและความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวแตกต่างกันในแต่ละแหล่ง
ตำนานที่แพร่หลายกล่าวว่า ญาติหรือพี่น้องของเฉากั๋วจิ้วใช้อำนาจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน แม้บางฉบับจะเล่าว่าท่านพยายามห้ามปราม แต่อีกหลายฉบับกล่าวถึงความรู้สึกผิดที่ตนได้รับประโยชน์จากอภิสิทธิ์ของราชสำนัก สุดท้ายจึงละทิ้งทรัพย์สินและตำแหน่ง ออกไปใช้ชีวิตสงบในภูเขา ก่อนพบจงหลีเฉวียนและหลี่ว์ต้งปินซึ่งรับไว้เป็นศิษย์
ภาพของเฉากั๋วจิ้วมักแต่งกายแบบขุนนางและถือป้ายหยกสำหรับเข้าเฝ้า เรื่องราวของท่านจึงเน้นการยอมรับความรับผิดชอบ การละทิ้งอภิสิทธิ์ และการกลับใจ มากกว่าการแสดงอิทธิฤทธิ์เพียงอย่างเดียว

เส้นทางสู่ความเป็นเซียนของโป๊ยเซียนเหมือนกันหรือไม่
เส้นทางของโป๊ยเซียนทั้งแปดไม่ได้มีรูปแบบเดียวกัน และบางองค์ไม่มีเรื่องราวการบรรลุที่สอดคล้องกันทุกฉบับ หากมองภาพรวม จะพบรูปแบบสำคัญหลายประการ
หลี่เถียไกว่ต้องสูญเสียร่างที่งดงามและเรียนรู้ที่จะมองข้ามรูปลักษณ์ จงหลีเฉวียนตื่นขึ้นหลังความพ่ายแพ้ทางการทหาร หลี่ว์ต้งปินเห็นความว่างเปล่าของลาภยศผ่านความฝัน จางกั่วเหล่าเป็นภาพของนักพรตผู้ก้าวข้ามเวลา หลันไฉ่เหอละทิ้งแบบแผนของสังคม เหอเซียนกูประสานการฝึกตนกับความกตัญญู หานเซียงจื่อเลือกวิถีจิตวิญญาณแทนเส้นทางราชการ และเฉากั๋วจิ้วเปลี่ยนชีวิตผ่านความสำนึกและการละทิ้งอภิสิทธิ์
องค์ประกอบร่วมจึงไม่ใช่การกินยาอายุวัฒนะหรือการมีฤทธิ์เหมือนกันทุกองค์ แต่คือ “การเปลี่ยนทิศทางของชีวิต” จากความยึดติดในชื่อเสียง อำนาจ ทรัพย์สิน รูปลักษณ์ หรือความคาดหวังของสังคม ไปสู่การฝึกตนและการใช้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นการอ่านความหมายจากตำนานและวรรณกรรม ไม่ใช่ข้อสรุปว่าศาสนาเต๋าทุกสำนักสอนวิธีเป็นเซียนตามเรื่องเหล่านี้ เรื่องราวของโป๊ยเซียนเกิดจากการผสมกันระหว่างหลักคิดทางศาสนา วรรณกรรมเพื่อความบันเทิง ศีลธรรมพื้นบ้าน และจินตนาการทางศิลปะ
ตำนานแปดเซียนข้ามทะเล
ตำนานที่มีชื่อเสียงที่สุดของโป๊ยเซียนคือ แปดเซียนข้ามทะเล หรือ 八仙過海 ตามเรื่องเล่าบางสาย หลังจากร่วมงานเลี้ยงท้อสวรรค์ของซีหวังหมู่ เซียนทั้งแปดเดินทางกลับและตัดสินใจข้ามทะเลโดยไม่ใช้เรือหรือเมฆ แต่ให้นำสิ่งของประจำตัวของแต่ละองค์มาสำแดงความสามารถเหนือผิวน้ำ
รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของที่ใช้ข้ามทะเลแตกต่างกันตามฉบับ โดยทั่วไปพบไม้เท้าเหล็กของหลี่เถียไกว่ พัดของจงหลีเฉวียน กระบี่ของหลี่ว์ต้งปิน ลาหรือเครื่องหมายของจางกั่วเหล่า กระเช้าดอกไม้ของหลันไฉ่เหอ ดอกบัวของเหอเซียนกู ขลุ่ยหรือเครื่องหมายทางดนตรีของหานเซียงจื่อ และป้ายขุนนางของเฉากั๋วจิ้ว
ระหว่างการเดินทางเกิดความขัดแย้งกับฝ่ายวังมังกร บางฉบับกล่าวว่าบริวารหรือโอรสของพญามังกรยึดสิ่งของของเซียนองค์หนึ่ง จนนำไปสู่การต่อสู้ครั้งใหญ่ ในตงโหยวจี้ เรื่องราวดำเนินไปหลายตอน ก่อนที่เจ้าแม่กวนอิมจะเข้ามาช่วยประนีประนอมความขัดแย้ง
ตำนานนี้กลายเป็นที่มาของสำนวนจีนว่า 八仙過海,各顯神通 หมายถึง “แปดเซียนข้ามทะเล ต่างสำแดงความสามารถของตน” ใช้กล่าวถึงสถานการณ์ที่คนแต่ละคนมีทักษะต่างกันและต่างนำความสามารถเฉพาะตัวมาแก้ปัญหาหรือทำให้งานสำเร็จ
แก่นของสำนวนจึงไม่ใช่การแข่งขันว่าใครมีฤทธิ์สูงกว่า แต่คือการยอมรับว่าคนแต่ละคนอาจไปถึงเป้าหมายเดียวกันด้วยวิธีและความสามารถที่ไม่เหมือนกัน
สัญลักษณ์ประจำองค์และ “แปดเซียนแบบซ่อนรูป”
โป๊ยเซียนแต่ละองค์มีเครื่องหมายที่ช่วยให้ผู้ชมจำแนกตัวละครในจิตรกรรม ประติมากรรม เครื่องลายคราม งานไม้แกะสลัก และสิ่งทอ ได้แก่
- หลี่เถียไกว่ — ไม้เท้าเหล็กและน้ำเต้า
- จงหลีเฉวียน — พัด
- หลี่ว์ต้งปิน — กระบี่
- จางกั่วเหล่า — กลองปลา ลาขาว หรือเครื่องหมายของนักขับลำนำ
- หลันไฉ่เหอ — กระเช้าดอกไม้หรือเครื่องให้จังหวะ
- เหอเซียนกู — ดอกบัว ลูกท้อ หรือเครื่องดนตรีเซิง
- หานเซียงจื่อ — ขลุ่ย
- เฉากั๋วจิ้ว — ป้ายหยกหรือเครื่องหมายของขุนนาง
รายละเอียดอาจสลับหรือเปลี่ยนไปตามยุค พื้นที่ และรูปแบบงานศิลป์ จึงไม่ควรใช้สิ่งของเพียงชิ้นเดียวตัดสินตัวละครโดยไม่ดูเครื่องแต่งกาย ท่าทาง และองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย แหล่งรวบรวมศิลปะโป๊ยเซียนชี้ว่า เครื่องหมายประจำตัวสามารถปรากฏแทนองค์เซียนโดยไม่ต้องแสดงรูปร่างของทั้งแปดองค์
รูปแบบที่แสดงเฉพาะสิ่งของประจำองค์มักเรียกว่า อั้นปาเซียน หรือ 暗八仙 แปลได้ว่า “แปดเซียนแบบซ่อนรูป” ลวดลายลักษณะนี้พบได้บนภาชนะ เครื่องเรือน ผ้า งานแกะสลัก และของประดับมงคล โดยผู้ชมที่รู้จักสัญลักษณ์สามารถเข้าใจได้ว่าหมายถึงโป๊ยเซียน แม้ไม่มีภาพบุคคลปรากฏอยู่
หลักฐานจากคอลเล็กชันพิพิธภัณฑ์แสดงให้เห็นว่า ภาพเซียนและลวดลายที่เกี่ยวข้องได้รับความนิยมในราชสำนักและงานศิลปกรรมอย่างน้อยตั้งแต่ช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15–16 เช่น ภาพเซียนข้ามน้ำในจิตรกรรมสมัยหมิง และถาดประดับมุกลายเซียนจากคริสต์ศตวรรษที่ 16
โป๊ยเซียนเป็นสัญลักษณ์ของอะไร
ในศิลปะและวัฒนธรรมจีน โป๊ยเซียนมักสัมพันธ์กับความเป็นสิริมงคล อายุยืน ความสุข งานเฉลิมฉลอง และการผ่านอุปสรรคด้วยความสามารถที่แตกต่างกัน ภาพโป๊ยเซียนร่วมงานวันเกิดหรือเข้าเฝ้าซีหวังหมู่จึงนิยมใช้ในบริบทของการอวยพรอายุยืน ส่วนภาพข้ามทะเลเน้นการใช้ความสามารถเฉพาะตัวแก้ไขสถานการณ์
ในราชสำนักสมัยหมิง ภาพเซียนและสัญลักษณ์อายุยืนถูกใช้ทั้งในพื้นที่พิธีกรรมและการแสดง เรื่องเซียนข้ามทะเลยังถูกนำเสนอผ่านจิตรกรรม การแสดงละคร และการแสดงกายกรรม แสดงให้เห็นว่าคติโป๊ยเซียนมีสถานะทั้งในศาสนา ความบันเทิง และวัฒนธรรมมงคล
ในประเทศไทย ความรู้เรื่องโป๊ยเซียนแพร่หลายผ่านชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน ศาลเจ้า ประติมากรรม เครื่องลายคราม ภาพมงคล และสำเนียงจีนท้องถิ่น จึงพบชื่อเรียกของแต่ละองค์หลายรูปแบบ กรมศิลปากรจัดให้ประติมากรรมแปดเซียนเป็นโบราณวัตถุสำคัญส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา สะท้อนการปรากฏของคติและงานศิลปกรรมจีนในสังคมไทย
อย่างไรก็ดี การเชื่อมโยงเซียนแต่ละองค์กับโชคลาภ อาชีพ สุขภาพ หรือความสำเร็จอาจแตกต่างกันตามท้องถิ่นและสำนักความเชื่อ ไม่ควรรับรองว่าการบูชาจะทำให้ได้ผลตามที่ขออย่างแน่นอน ความเชื่อดังกล่าวควรพิจารณาควบคู่กับบริบททางศาสนา วัฒนธรรม และวิจารณญาณส่วนบุคคล
เรื่องใดเป็นประวัติศาสตร์ และเรื่องใดเป็นตำนาน
เมื่อศึกษาประวัติโป๊ยเซียน ควรแยกข้อมูลออกเป็นสามระดับ
ระดับแรกคือ บุคคลที่อาจมีต้นแบบทางประวัติศาสตร์ เช่น จางกั่ว นักพรตในสมัยถัง หลี่ว์เหยียนซึ่งอาจเป็นต้นแบบของหลี่ว์ต้งปิน และหานเซียงซึ่งเป็นญาติของหานอวี้ แต่การมีบุคคลชื่อดังกล่าวอยู่จริงไม่ได้ยืนยันว่าเหตุการณ์มหัศจรรย์ในตำนานเกิดขึ้นจริงทั้งหมด
ระดับที่สองคือ ตำนานชีวประวัติ ได้แก่ การถอดจิตของหลี่เถียไกว่ ความฝันของหลี่ว์ต้งปิน ลากระดาษของจางกั่วเหล่า การขึ้นสวรรค์ของหลันไฉ่เหอ และร่างกายที่เบาจนเหาะได้ของเหอเซียนกู เรื่องเหล่านี้สะท้อนความคิดทางศาสนาและศีลธรรม แต่ยังไม่มีหลักฐานร่วมสมัยยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
ระดับที่สามคือ วรรณกรรมของคณะโป๊ยเซียน เช่น การร่วมงานท้อสวรรค์ การข้ามทะเล และการต่อสู้กับวังมังกร ซึ่งเป็นโครงเรื่องที่ได้รับการเรียบเรียงและพัฒนาผ่านนิยาย บทละคร และการแสดง โดยเฉพาะในสมัยหมิง
การแยกระดับดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดคุณค่าของตำนาน เพราะตำนานยังมีความสำคัญในฐานะหลักฐานทางวัฒนธรรมที่แสดงให้เห็นว่า ผู้คนแต่ละยุคเข้าใจเรื่องคุณธรรม ความตาย ความสำเร็จ และความหลุดพ้นอย่างไร เพียงแต่ไม่ควรนำตำนานมาอธิบายเป็นประวัติศาสตร์โดยไม่ระบุสถานะของข้อมูล
บทสรุป
โป๊ยเซียนคือกลุ่มเซียนแปดองค์ในคติเต๋าและศาสนาชาวบ้านจีน ประกอบด้วยหลี่เถียไกว่ จงหลีเฉวียน จางกั่วเหล่า หลันไฉ่เหอ เหอเซียนกู หลี่ว์ต้งปิน หานเซียงจื่อ และเฉากั๋วจิ้ว บุคคลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ร่วมยุคเดียวกัน และรายชื่อมาตรฐานไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากตำนานหลายสาย ก่อนมีความชัดเจนผ่านวรรณกรรมและศิลปะในสมัยหมิง
เส้นทางสู่ความเป็นเซียนของแต่ละองค์แตกต่างกัน บางองค์เริ่มจากความพ่ายแพ้ บางองค์ตื่นขึ้นจากความฝัน บางองค์ละทิ้งอภิสิทธิ์ บางองค์ท้าทายแบบแผนของสังคม และบางองค์เรียนรู้ที่จะใช้ความทุกข์ของตนเป็นพื้นฐานในการช่วยเหลือผู้อื่น ความแตกต่างนี้ทำให้โป๊ยเซียนเป็นภาพแทนของมนุษย์หลากหลายประเภท มากกว่าจะเป็นกลุ่มผู้วิเศษที่มีคุณลักษณะเหมือนกันทั้งหมด
เมื่อนำเสนอเรื่องโป๊ยเซียนอย่างเหมาะสม จึงควรให้คุณค่าทั้งสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ ความสำคัญทางศาสนา คุณค่าของตำนานและวรรณกรรม และหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่มีข้อจำกัด การอ่านอย่างแยกแยะช่วยให้เข้าใจว่า เหตุใดแปดเซียนจึงยังปรากฏอยู่ในศาลเจ้า งานเทศกาล ศิลปกรรม และวัฒนธรรมมงคลของชาวจีนมาจนถึงปัจจุบัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโป๊ยเซียน
โป๊ยเซียนเป็นเทพเจ้าหรือเป็นมนุษย์
ในคติการบูชาปัจจุบัน โป๊ยเซียนได้รับการเคารพในฐานะเทพหรือผู้วิเศษในระบบความเชื่อจีน แต่เรื่องเล่าส่วนใหญ่อธิบายว่าพวกเขาเคยเป็นมนุษย์ นักพรต หรือบุคคลในตำนาน ก่อนฝึกตนและเข้าสู่สภาวะเซียน บางองค์อาจมีต้นแบบทางประวัติศาสตร์ ขณะที่บางองค์เป็นตัวละครในตำนานอย่างชัดเจน
โป๊ยเซียนทั้งแปดมีใครบ้าง
รายชื่อมาตรฐานประกอบด้วย หลี่เถียไกว่ จงหลีเฉวียน จางกั่วเหล่า หลันไฉ่เหอ เหอเซียนกู หลี่ว์ต้งปิน หานเซียงจื่อ และเฉากั๋วจิ้ว การสะกดภาษาไทยอาจต่างกัน เนื่องจากถ่ายทอดผ่านภาษาจีนหลายสำเนียง แต่ตัวอักษรจีนเป็นหลักสำคัญในการตรวจสอบว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่
ใครเป็นหัวหน้าของโป๊ยเซียน
ไม่มีหลักเกณฑ์ตายตัวที่ทุกตำนานยอมรับว่าใครเป็นหัวหน้า บางงานจัดให้หลี่เถียไกว่หรือจงหลีเฉวียนอยู่ในตำแหน่งสำคัญ ขณะที่หลี่ว์ต้งปินเป็นองค์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการนับถือแยกเฉพาะองค์อย่างกว้างขวาง การจัดลำดับในภาพศิลปะอาจเปลี่ยนไปตามยุค พื้นที่ และวัตถุประสงค์ของงาน
เหอเซียนกูเป็นผู้หญิงเพียงองค์เดียวใช่หรือไม่
เหอเซียนกูเป็นหญิงเพียงองค์เดียวในรายชื่อโป๊ยเซียนมาตรฐาน แต่หลันไฉ่เหอมีการนำเสนอเรื่องเพศแตกต่างกัน บางภาพเป็นชายหนุ่ม บางภาพเป็นหญิง หรือมีลักษณะไม่ชัดเจน ดังนั้นการกล่าวว่า “มีผู้หญิงเพียงองค์เดียว” ใช้ได้กับรายชื่อมาตรฐานทั่วไป แต่ควรเข้าใจความหลากหลายของภาพหลันไฉ่เหอด้วย
แปดเซียนข้ามทะเลหมายความว่าอย่างไร
ในตำนานหมายถึงเหตุการณ์ที่เซียนทั้งแปดใช้สิ่งของและความสามารถประจำตัวข้ามทะเล จนนำไปสู่ความขัดแย้งกับวังมังกร ส่วนในภาษาจีนปัจจุบัน สำนวน “แปดเซียนข้ามทะเล ต่างสำแดงความสามารถ” หมายถึงสมาชิกแต่ละคนใช้ทักษะเฉพาะของตนเพื่อแก้ปัญหาหรือบรรลุเป้าหมายร่วมกัน
อั้นปาเซียนคืออะไร
อั้นปาเซียน หรือ 暗八仙 คือการใช้สิ่งของประจำตัวแทนเซียนทั้งแปดโดยไม่แสดงรูปร่างของเซียน เช่น ไม้เท้า น้ำเต้า พัด กระบี่ ดอกบัว กระเช้าดอกไม้ ขลุ่ย และป้ายขุนนาง ลวดลายนี้นิยมใช้ในศิลปกรรมมงคล เครื่องลายคราม สิ่งทอ และของประดับจีน
เรื่องราวของโป๊ยเซียนเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเหตุการณ์มหัศจรรย์ เช่น การเหาะ การคืนชีพ การใช้ลาพับได้ หรือการต่อสู้กับวังมังกร เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ บุคคลบางองค์อาจมีต้นแบบที่มีตัวตนจริง แต่ชีวประวัติที่รู้จักกันส่วนใหญ่ผ่านการเรียบเรียงเป็นตำนาน วรรณกรรม และเรื่องเล่าทางศาสนา
บูชาโป๊ยเซียนแล้วจะได้พรเรื่องใด
ตามความเชื่อของผู้ศรัทธา โป๊ยเซียนมักสัมพันธ์กับอายุยืน ความสุข ความเป็นสิริมงคล และการก้าวข้ามอุปสรรค แต่ความหมายและธรรมเนียมอาจแตกต่างกันตามศาลเจ้าและท้องถิ่น ไม่มีหลักฐานที่สามารถรับรองว่าการบูชาจะทำให้คำขอสำเร็จอย่างแน่นอน และไม่ควรใช้ความเชื่อแทนการรักษาพยาบาล การวางแผนการเงิน หรือคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- Academy of Chinese Studies, บทความ “Eight Immortals” โดย Professor Ma Shutian ใช้ตรวจสอบรายชื่อมาตรฐาน ภูมิหลังของแต่ละองค์ และพัฒนาการของกลุ่มแปดเซียน
- Chia-Hua Wu, Cultural Content of Taiwan Eight Immortals and Plastic Arts Study, วิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งชาติไทเป พ.ศ. 2549 ใช้ประกอบเรื่องการก่อตัวของรายชื่อและความหมายทางศิลปกรรม
- อู๋หยวนไท่, ตงโหยวจี้ ฉบับภาษาจีน ใช้ตรวจสอบโครงสร้างตอนการบรรลุเป็นเซียน งานท้อสวรรค์ การข้ามทะเล และความขัดแย้งกับวังมังกร
- David K. Jordan, University of California San Diego, ชุดเรื่อง “Tales of the Eight Immortals” ใช้เปรียบเทียบตำนานหลายฉบับของสมาชิกแต่ละองค์
- The Metropolitan Museum of Art, “Tray with Daoist Figures” ใช้ประกอบข้อมูลศิลปกรรมโป๊ยเซียนในสมัยหมิง
- Smithsonian National Museum of Asian Art, “Daoist Immortals Walking on Water” ใช้ประกอบข้อมูลเรื่องเซียนข้ามทะเลในจิตรกรรมและการแสดงราชสำนัก
- กรมศิลปากร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา, “ประติมากรรมแปดเซียน (โป๊ยเซียน)” ใช้ตรวจสอบคำเรียกภาษาไทยและบริบทในสังคมไทยเชื้อสายจีน
- Stanford Encyclopedia of Philosophy และ Encyclopedia.com ใช้ประกอบแนวคิดเรื่องการฝึกตน คุณธรรม และความหมายของ xian ในคติเต๋า
หมายเหตุการเรียบเรียง: บทความแยกข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ออกจากตำนานและความเชื่อตามหลักเกณฑ์บรรณาธิการของ Onepra.com